หนังเกาหลี : The Legend of Jade Sword อภินิหารกระบี่สามภพ

หนังเกาหลี : The Legend of Jade Sword อภินิหารกระบี่สามภพ นับตั้งแต่สามภพก่อกำเนิด ทุกสรรพสิ่งในโลกธาตุขนาดใหญ่* ล้วนอยู่อย่างสันติ (ในสามภพมีโลกและดินแดนต่างๆ มากมาย) แต่ทว่านับวันความทะเยอทะยานและกระหายในอำนาจของ “เสินหวัง” (จอมมาร) ราชันแห่งแดนฮุ่นตุ้น (ดินแดนของปีศาจ มาร อสูร และเทพแห่งความชั่วร้าย) ก็ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

เขามีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเป็น ‘เจ้าปกครองสามภพ’ นั่นจึงเป็นเหตุให้ศึกใหญ่ระหว่างเทพและมารปะทุขึ้นและแผ่ขยายไปทั่ว ทุกหนแห่งล้วนเกิดศึกสงคราม ผู้คนต่างทุกข์ยากแสนเข็ญ ในที่สุด “เจ้าแม่หนี่วา” จึงร่วมมือกับเหล่าทวยเทพปิดผนึกเสินหวังไว้ใน ‘ซวีคง’ (แปลว่า ความว่างเปล่า, อากาศธาตุ) และเพื่อป้องกันไม่ให้เสินหวังคืนชีพอีกครั้ง เจ้าแม่หนี่วาจึงมอบหมายให้เผ่า ‘สกุลอวี้ฉือ’ และเผ่า ‘สกุลเฟิ่ง’ ร่วมมือกันปกป้องผนึกเสินหวังในแดนชื่อหมิง ทั้งยังทิ้ง “จ่งจือ” ไว้ให้อีกด้วย (“จ่งจือ” แปลว่า “เมล็ดพันธุ์” ในที่นี้หมายถึงผู้ที่สามารถฝึกตนจนมีพลังแก่กล้าในเวลาอันสั้น ซึ่งเจ้าแม่หนี่วาเตรียมไว้รับมือเสินหวังในวันหน้า) แม้เสินหวังจะถูกเจ้าแม่หนี่วาปิดผนึกเอาไว้ แต่เหล่าสมุนของเขายังไม่สิ้นฤทธิ์และยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาเฝ้ามองหาหนทางที่จะทลายผนึก ขณะเดียวกันก็พยายามตามหาจ่งจือที่เจ้าแม่หนี่วาทิ้งไว้ในแดนชื่อหมิงระหว่างรอคอยการกลับมาของเสินหวัง นั่นจึงทำให้ชื่อหมิงกลายเป็นดินแดนแห่งการนองเลือด

* “โลกธาตุขนาดใหญ่” คือ “ติสหัสสี มหาสหัสสี โลกธาตุ” (三千大世界) มีทั้งสิ้นแสนโกฏิจักรวาล (พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายไว้ว่า ดวงจันทร์ (๑ ดวง) ดวงอาทิตย์ (๑ ดวง) โคจรส่องแสงให้ทิศทั้งปวงสว่างรุ่งโรจน์ได้ไกลเท่าไร บริเวณเท่านั้น คือ ๑ จักรวาล)

* คำว่า “ฮุ่นตุ้น” มีหลายความหมาย ได้แก่ 1. สภาพก่อนที่ฟ้าดินจะบังเกิด (ก่อนผานกู่เบิกฟ้า) ซึ่งในตอนนั้นทุกสรรพสิ่งล้วนปะปนกันเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยกในก้อนกลมๆ ลักษณะคล้ายไข่ 2. สัตว์อสูรโบราณชนิดหนึ่ง หรือเทพแห่งความชั่วร้าย 3. แปลว่า โกลาหล สับสนวุ่นวาย 4. แปลว่า ไร้เดียงสาเหมือนเด็กทารก เป็นต้น (แต่ “ฮุ่นตุ้น” ในที่นี้เป็นดินแดนหรือโลกที่ปกครองโดย “เสินหวัง” )

ณ สำนักเฮยไป๋ (สำนักขาวดำ) “อวี๋เวย” ประลองฝีมือกับศิษย์น้องนามว่า “ตงหลิน” และเป็นฝ่ายชนะในที่สุด หลังจากนั้น “เตี้ยนฉายเต้าเหริน” (ปรมาจารย์เต๋า นาม “เตี้ยนฉาย”) ได้เรียกอวี๋เวยผู้เป็นศิษย์มาพบ เขาชื่นชมอวี๋เวยที่ฝีมือก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็รู้สึกเห็นใจที่เธอต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการฝึกวิชาตามลำพังทุกวัน ครั้นอาจารย์มอบป้ายคำสั่งพิเศษ (ป้ายเรียกตัว) แล้วสั่งให้ไปที่เผ่าสกุลจี้เพื่อตามหาชายหนุ่มที่ชื่อ “จี้หนิง” โดยบอกว่าจี้หนิงคือผู้ที่สำนักจะรับเป็นศิษย์เป็นกรณีพิเศษ อวี๋เวยก็รู้สึกแปลกใจ เพราะนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักเป็นต้นมามีศิษย์เพียงสองคนที่ได้รับป้ายคำสั่งพิเศษดังกล่าว เธอเดาว่าจี้หนิงคงมีพรสวรรค์และเป็นยอดฝีมือ แต่อาจารย์บอกเพียงว่าเรื่องนี้เธอคงต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง

อวี๋เวยขี่หงส์น้ำเงิน (หลานเฟิ่งหวง) ชื่อ ‘เถิงอวิ๋น’ ไปที่เผ่าสกุลจี้ เมื่อไปถึง “ชิวเย่” ได้พาอวี๋เวยไปพบหัวหน้าเผ่าโดยรายงานว่าอวี๋เวยจากสำนักเฮยไป๋มาที่นี่เพื่อขอพบจี้หนิง อวี๋เวยชูป้ายคำสั่งพิเศษของอาจารย์ให้ “จี้อี้ชวน” (บิดาจี้หนิง) ดู พลางบอกว่าเธอนำของสำคัญมามอบให้จี้หนิง “อวี้ฉือเสวี่ย” (มารดาจี้หนิง ทุกคนเรียกเธอว่า “ฟูเหริน”) กล่าวว่าลูกชายตนไม่อยู่และขอรับป้ายดังกล่าวแทน อวี๋เวยปฏิเสธอย่างสุภาพเพราะอาจารย์สั่งให้เธอมอบป้ายดังกล่าวแก่จี้หนิงเองกับมือ ชิวเย่กล่าวว่าเช่นนั้นแล้วอวี๋เวยคงต้องรออยู่ที่นี่ ซึ่งอวี๋เวยเองก็ยินดีที่จะรอ

ในตอนนั้นจี้หนิงพาคนในเผ่า และ “จี้หนง” ไปดักซุ่มริมทะเลสาบหมายปราบสัตว์อสูรโบราณที่เรียกว่า ‘อี้เสอ’ (แปลว่า “งูมีปีก”) ครั้นอี้เสอผุดจากน้ำและโบยบินขึ้นไปบนฟ้า จี้หนิงก็ออกไปเผชิญหน้ากับอี้เสอตามลำพังโดยไม่ฟังคำทัดทานของจี้หนง (เขาออกไปเป็นเหยื่อล่อหมายให้จี้หนงและพวกเล่นงานอี้เสอจากบริเวณดังกล่าว) หลังจี้หนิงเปิดฉากยิงธนูใส่ อี้เสอก็หันมาเล่นงานจี้หนิงและกลืนเขาลงท้องทันที จี้หนงเห็นดังนั้นก็รู้สึกตกใจ เขาและคนในเผ่าช่วยกันระดมยิงธนูใส่อี้เสอ แต่ธนูไม่ระคายผิวอี้เสอเลยสักนิด แถมคนเผ่าสกุลจี้ยังถูกอี้เสอจู่โจมจนวิ่งหนีแทบไม่ทัน จี้หนงเห็นคนในเผ่ากำลังตกอยู่ในอันตรายจึงรีบกระโดดเข้าไปขวางและพยายามยิงธนูใส่อี้เสอ ขณะที่จี้หนงกำลังจะถูกอสูรร้ายกลืนกิน จี้หนิงก็พุ่ง (ทะลุ) ออกมาจากตัวอี้เสอ หลังจากนั้นจี้หนิง จี้หนง และคนเผ่าสกุลจี้ ก็ช่วยกันยิงธนูใส่สัตว์อสูร

“เฉินจิ้น” ลูกชายประมุขพรรค ‘เสวี่ยหลงซาน’ ลอบนำกำลังมาสังเกตการณ์เผ่าสกุลจี้พร้อม “หนงจื่อเต้า” ผู้เป็นอาจารย์ โดยแอบซุ่มอยู่ใกล้บริเวณที่จี้หนิงและพวกกำลังต่อสู้กับอี้เสอ เดิมทีเฉินจิ้นไม่อยากล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนของเผ่าสกุลจี้เพราะเกรงว่าจะถูกบิดาตำหนิ ครั้นหนงจื่อเต้ายืนยันหนักแน่นว่าในดินแดนของเผ่าสกุลจี้มีสายแร่ ‘หยวนสือ’* (“หินอัญมณี” (แร่รัตนชาติ) ดึกดําบรรพ์) เฉินจิ้นจึงคิดว่าเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่า เขาอยากสร้างผลงานให้บิดายอมรับจึงลอบพาสมุนเข้าไปในเขตหวงห้ามของเผ่าสกุลจี้ โดยไม่รู้ว่าตนกำลังตกหลุมพรางของหนงจื่อเต้า

จี้หนิง จี้หนง และคนเผ่าสกุลจี้ ระดมยิงธนูใส่อี้เสอ แต่ทว่าอี้เสอเป็นสัตว์อสูรมีพลังแก่กล้าจึงไม่อาจปราบได้โดยง่าย ถึงกระนั้นจี้หนิงกับจี้หนงยังคงยืนหยัดต่อสู้กับอสรูรร้ายอย่างกล้าหาญ ทั้งคู่ผนึกกำลังโจมตี โดยจี้หนิงใช้พลังวารี ส่วนจี้หนงใช้พลังอัคคี หลังโดนเล่นงานอย่างหนักหน่วงในที่สุดอี้เสอก็เป็นฝ่ายล่าถอยไป

ครั้นเห็นเฉินจิ้นและเหล่าสมุนลอบเข้ามาในเขตหวงห้ามของเผ่าตน จี้หนิงกับจี้หนงจึงเข้าไปขวางและสังหารสมุนของเฉินจิ้นจนหมดสิ้น เฉินจิ้นเห็นดังนั้นจึงเปิดฉากโจมตีจี้หนิงกับจี้หนงก่อน แต่เนื่องจากสองหนุ่มหลบหลีกได้ทันพลังของเฉินจิ้นจึงพุ่งไปปะทะเขาหินจนเกิดเป็นโพรงและมีฝูงค้างคาวบินแตกฮือออกมา หลังพบปากถ้ำโดยบังเอิญเฉินจิ้นเลยฉวยโอกาสลอบเข้าไปด้านใน ในตอนนั้นจี้หนิงกับจี้หนงกำลังง่วนอยู่กับการปัดป้องฝูงค้างคาว พอฝูงค้างคาวบินหนีไปแล้วจี้หนิงถึงได้รู้ว่าเฉินจิ้นหายตัวไป ครั้นเห็นว่าเบื้องหน้ามีปากถ้ำเขากับจี้หนงเลยรีบตามเข้าไปด้านใน (หนงจื่อเต้ารู้เห็นทุกอย่าง)

ในเวลาเดียวกันนั้น คนเผ่าสกุลจี้ที่ไปร่วมปราบอี้เสอกับจี้หนิงได้พาร่างอันสะบักสะบอมมารายงานหัวหน้าเผ่าเรื่องเฉินจิ้นที่ลานประชุม ครั้นรู้ว่านายน้อยแห่งเสวี่ยหลงซานพาสมุนมาบุกรุกเขตหวงห้ามของเผ่าตนและเกิดการปะทะกับจี้หนิงก่อนที่ทุกคนจะหายตัวไป อี้ชวนจึงสั่งระดมยอดฝีมือออกตามหาจี้หนิงบริเวณทะเลสาบอี้เสอ หลังจากนั้นก็ขอให้ “จี้เลี่ย” (พ่อบุญธรรมจี้หนง) เป็นผู้นำการประชุมแทนตน อวี้ฉือเสวี่ยไม่เห็นด้วยที่อี้ชวนจะทิ้งการประชุมเพื่อออกไปตามหาจี้หนิงกับจี้หนง เธอให้เหตุผลว่าอี้ชวนเป็นหัวหน้าเผ่าจึงต้องอยู่ที่นี่เพื่อตัดสินใจ ชิวเย่สบโอกาสเลยขอออกไปทำหน้าที่แทนแต่อวี้ฉือเสวี่ยแย้งว่าชิวเย่กำลังตั้งครรภ์จึงควรรอฟังข่าวอยู่ที่บ้าน อวี๋เวยอาสาออกไปตามหาจี้หนิงโดยให้เหตุผลว่าเธอมีวิหคเทพจึงไปได้เร็วกว่า ชิวเย่ทนรอไม่ไหวเลยขอติดตามไปด้วย อวี๋เวยเกรงว่าชิวเย่และลูกในท้องจะไม่ปลอดภัย แต่ชิวเย่ยืนกรานว่าเธอต้องไปเพราะพ่อเด็กยังไม่กลับมา

ในที่สุดเฉินจิ้นก็พบร่องรอยหยวนสือภายในถ้ำ แต่เขายังไม่ทันได้ครอบครองจี้หนิงกับจี้หนงก็เข้ามาขวางเสียก่อน จี้หนิงบอกให้เฉินจิ้นไปจากเผ่าสกุลจี้แต่โดยดี แต่เฉินจิ้นยืนกรานว่าจะไปต่อเมื่อได้หยวนสือ หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ต่อสู้กันในถ้ำอย่างดุเดือด พลังกระบี่ที่ทั้งสามคนฟาดฟันลงบนหินแต่ละครั้งเป็นการกระตุ้นพลังของหยวนสือโดยไม่ได้ตั้งใจ และพลังที่หยวนสือปลดปล่อยออกมาก็ทำให้ทั้งสามคนถึงกับล้มลงไปนอนแน่นิ่ง

หลังจากนั้นหนงจื่อเต้าก็เข้ามาในถ้ำและกระหยิ่มยิ้มย่องที่ได้ครอบครองหยวนสือโดยไม่ต้องเปลืองแรง ครั้นได้ยินเสียงคนเข้ามาในถ้ำเขาจึงรีบหลบ ที่แท้อวี๋เวยกับชิวเย่เข้ามาตามหาจี้หนิงและจี้หนงในถ้ำ หลังอวี๋เวยกับชิวเย่พยุงสองหนุ่มออกจากถ้ำไปแล้วหนงจื่อเต้าจึงเดินออกมาหาเฉินจิ้น เฉินจิ้นเห็นหยวนสือในมือหนงจื่อเต้าจึงพยายามเอื้อมมือคว้าโดยบอกว่าตนจะนำไปให้บิดา หนงจื่อเต้าไม่ให้และแย้งว่าทุกสรรพสิ่งในสามภพล้วนเป็นของเสินหวัง เฉินจิ้นเพิ่งรู้ตัวว่าตนโดนหลอกใช้ กว่าเขาจะเห็นธาตุแท้ของคนที่ตนเรียกว่าอาจารย์ก็สายเกินไป เพราะทันที่รู้ว่าหนงจื่อเต้าแสร้งทำเป็นภักดีต่อบิดา เขาก็ถูกหนงจื่อเต้าสังหารอย่างโหดเหี้ยม หลังจากนั้นหนงจื่อเต้าก็ปล่อยข่าวว่าจี้หนิงเป็นคนฆ่าเฉินจิ้น

หนงจื่อเต้านำหยวนสือไปมอบให้เจ้าสำนักอู๋เจี้ยนเหมิน นามว่า “ตงชี” (ตงชีเป็นคนมอบภารกิจนี้ให้เขา) เขากล่าวว่าหลังเผ่าสกุลจี้และเสวี่ยหลงซานผิดใจกัน เผ่าสกุลจี้จะต้องถูกเสวี่ยหลงซานล้างบางแน่เพราะพลังและความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายห่างชั้นกันมาก เขาเดาว่าตงชีเองก็คงสงสัยว่าจ่งจือ (ขุมพลังที่เจ้าแม่หนี่วาทิ้งไว้ในแดนชื่อหมิง) อาจอยู่ในเผ่าสกุลจี้ถึงได้วางแผนเช่นนี้ จากนั้นก็ชี้ว่าแม้ตนยังไม่รู้ว่าจ่งจือคือใคร แต่ตนรู้มาว่าหยวนสือจะปรากฏใกล้ๆ จ่งจือ แถมเมื่อ 20 ปีก่อนทะเลสาบอี้เสอได้ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนของเผ่าสกุลจี้อย่างน่าอัศจรรย์ ที่สำคัญหยวนสือที่พวกตนเพิ่งได้มาก็ปรากฏในอาณาเขตของเผ่าสกุลจี้ เพราะอย่างนี้จึงทำให้ตนสงสัยเช่นกันว่าจ่งจืออาจอยู่ในเผ่าสกุลจี้ ตงชีบอกหนงจื่อเต้าว่าหากใครพบจ่งจือจะได้รับความดีความชอบครั้งใหญ่ ถึงกระนั้นการที่พวกตนพบแหล่งหยวนสือในวันนี้ก็ถือเป็นผลงานใหญ่ของหนงจื่อเต้า และเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับเสินหวัง

หนงจื่อเต้ากล่าวว่าก่อนเสินหวังกลับมาตนจำเป็นต้องหาแผ่นป้าย ‘เฉินจื่อลิ่ง’ ของเผ่าสกุลจี้ให้เจอ (เป็นป้ายครอบครองดินแดน (ที่ตั้งเผ่า) ถ้าไม่มีป้ายดังกล่าวก็เท่ากับเผ่าสูญสิ้น หากไม่โดนกวาดล้างก็ต้องออกจากพื้นที่ไป – สมุนของเสินหวังต้องการแผ่นป้ายดังกล่าวเพื่อจะได้ครอบครองสายแร่หยวนสือของเผ่าสกุลจี้) เขายังบอกด้วยว่าตนจะยืมมือประมุขพรรคเสวี่ยหลงซาน “สวี่หลีเจินเหริน” (ผู้บรรลุเต๋าขั้นสูงนาม “สวี่หลี”) กวาดล้างเผ่าสกุลจี้ แต่สิ่งที่ตนกังวลในตอนนี้คือเผ่าสกุล ‘เป่ยซาน’ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับเผ่าสกุลจี้ ทันทีที่รู้ข่าวพวกเขาจะต้องมาช่วยเผ่าสกุลจี้แน่ แม้เสวี่ยหลงซานจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเผ่าสกุลเป่ยซาน ตงชีได้ยินดังนั้นจึงบอกให้หนงจื่อเต้าวางใจเพราะเขามีทางออกในเรื่องนี้

เมื่อจี้หนงรู้สึกตัวก็ได้ยินข่าวลือว่า จี้หนิงฆ่าเฉินจิ้น ทำให้พรรคเสวี่ยหลงซานคิดเอาคืนเผ่าของพวกตน ครั้นชิวเย่บอกว่าเหล่าผู้อาวุโสกำลังหารือกันในเรื่องนี้ จี้หนงจึงรีบตรงไปยังลานประชุมทันที อวี๋เวยช่วยเป็นพยานให้จี้หนิงโดยบอกว่าตอนที่เธอกับชิวเย่เข้าไปในถ้ำเฉินจิ้นยังไม่ตาย อี้ชวนแย้งว่าถ้าไม่ใช่จี้หนิงแล้วจะเป็นใคร เขาโวยลั่นว่าเสวี่ยหลงซานจะต้องถือโอกาสบุกมาล้างบางเผ่าพวกตนเพราะเรื่องนี้แน่ (ยามนี้เผ่าสกุลจี้อ่อนแอจึงไม่อาจรับมือเสวี่ยหลงซานซึ่งเป็นองค์กรใหญ่) จี้หนิงแย้งว่าเสวี่ยหลงซานหาเรื่องครอบครองแหล่งหยวนสือมากกว่า อี้ชวนคิดว่าจี้หนิงแก้ตัวจึงสั่งให้หุบปาก จี้เลี่ยชี้ว่าแม้จี้หนิงกับจี้หนงจะดื้อรั้นไปบ้างแต่พวกเขาไม่เคยโกหก อี้ชวนสงสัยว่ามีคนอื่นอยู่ในเหตุการณ์หรือไม่ จี้หนิงยืนยันว่าในถ้ำไม่มีคนอื่นนอกจากตน จี้หนง และเฉินจิ้น อาวุโสคนหนึ่งกล่าวว่าเฉินจิ้นหาเรื่องใส่ตัว เขาลอบเข้ามาขโมยหยวนสือในอาณาเขตของพวกตนแล้วดันตายเอง เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับพวกตน อี้ชวนตัดสินใจว่าจะไปพบสวี่หลีเจินเหรินที่เสวี่ยหลงซานหมายอธิบายความจริงให้กระจ่างเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุนองเลือด จากนั้นก็สั่งลงโทษจี้หนิงกับจี้หนงด้วยการกักบริเวณจนกว่าเรื่องราวทั้งหมดจะคลี่คลาย

ตงชีรายงานเสินหวังว่าหยวนซืออยู่ในความครอบครองของพวกตนแล้ว เสินหวังดีใจมาก เขากล่าวว่าหากมีสายแร่หยวนสือ ของวิเศษ และเคล็ดวิชา ตนจะสามารถใช้เพลงกระบี่อู๋สิงทลายผนึกและเป็นอิสระเสียที เขาเร่งให้ตงชีรีบหาสองสิ่งที่เหลือ แต่ตงชียืนนิ่งไม่ยอมรับปาก เขากลัวว่า “หนานจวิน” (คนรักที่เฝ้าถวิลหา) ซึ่งหลับใหลมานานนับพันปีจะไม่ฟื้นคืนชีพอีกเลยจึงอยากให้เสินหวังรีบช่วยเหลือเธอก่อน (เขาทวงสัญญาที่เสินหวังเคยให้ไว้เมื่อพันปีก่อน) เสินหวังกล่าวว่าในตอนนั้นตงชีเองก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาลมหายใจเฮือกสุดท้ายของหนานจวิน เขาจึงน่าจะรู้ดีว่าการช่วยให้หนานจวินฟื้นคืนชีพไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรับปากแล้วว่าจะช่วย ตนย่อมไม่คืนคำแน่

เขาชี้ว่าพลังชีวิตส่วนหนึ่งของหนานจวินยังคงอยู่ในตัวผู้มาเกิดใหม่ (คนที่เธอกลับชาติมาเกิด) เขาแนะให้ตงชีหาคนๆ นั้นให้เจอ เช่นนั้นแล้วตนจึงจะมั่นใจมากขึ้น แต่ทว่าตอนนี้ตนยังคงติดอยู่ในผนึกจึงไม่อาจทำอะไรได้ หากออกไปได้เมื่อไหร่ตนจะหาทางช่วยหนานจวิน ดังนั้น ตงชีจึงต้องรีบหาเคล็ดวิชาหลอมกระบี่ให้เจอ ครั้นรู้ว่าตงชียังไม่พบเบาะแสของจ่งจือ เสินหวังจึงกำชับว่าอย่าปล่อยให้จ่งจือมีพลังแก่กล้าขึ้น ควรรีบกำจัดตอนที่พลังของจ่งจือยังอ่อนด้อยเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม จากนั้นก็ขู่ว่าหากตนทลายผนึกออกไปไม่ได้ ตงชีจะไม่สามารถปลุกหนานจวินได้อีกเลย