หนังจีน : Singing All Along เพลงรัก บัลลังก์เลือด

หนังจีน : Singing All Along เพลงรัก บัลลังก์เลือด ดัดแปลงมาจากนวนิยายออนไลน์เรื่อง “秀丽江山” (Xiuli Jiangshan) ของ “หลี่ซิน” ผลิตโดย “หลินซินหรู” หรือ “รูบี้ หลิน” (ซึ่งรับบทนางเอกของเรื่องนี้ด้วย) ใช้งบประมาณในการผลิตทั้งสิ้น 150 ล้านหยวนหรือกว่า 700 ล้านบาท เนื้อหาอ้างอิงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ “หวังหมั่ง” ปลด “หรูจื่ออิง” ออกจากราชสมบัติ แล้วสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ (จักรพรรดิซินเกาจู่) โดยตั้งชื่อราชวงศ์ของตนว่า “ราชวงศ์ซิน” เป็นเหตุให้ราชวงศ์ฮั่น (ตะวันตก) ล่มสลายลง ไปจนถึงการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นใหม่โดย “หลิวซิ่ว” (จักรพรรดิฮั่นกวังอู่ – ผู้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันออก)

ในส่วนของละครนั้นได้ตัดเนื้อหาเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาออก โดยนำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างคุณหนูสกุลอิน “อินลี่หัว” กับหนุ่มชาวนานาม “หลิวซิ่ว” (ซึ่งสืบเชื้อสายโดยตรงมาจาก “จักรพรรดิฮั่นจิง” และเกิดในตระกูลขุนนาง) หลังหวังหมั่งสถาปนาตนเองขึ้นเป็นปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ซินได้ไม่นาน บ้านเมืองก็เข้าสู่กลียุคและมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น หลิวซิ่วจึงจับมือ “หลิวเหยี่ยน” ผู้เป็นพี่ชายทำศึกโค่นล้มราชวงศ์ซินและฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ลี่หัวแอบติดตามไปร่วมรบโดยปลอมตัวเป็นชายชื่อ “อินจี่” ทั้งคู่ต่างร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่และเผชิญความเป็นความตายมาด้วยกัน สุดท้ายก็ได้แต่งงานกันในที่สุด

ในเวลาต่อมาหลิวซิ่วได้รับมอบหมายจาก “หลิวเสวียน” ให้ไปปฏิบัติภารกิจในดินแดนตอนเหนือของแม่น้ำฮวงโห (เหอเป่ย) (“หลิวเสวียน” เป็นม้ามืดที่ถูกผู้นำกบฏบางกลุ่มเลือกเป็นฮ่องเต้ (หุ่นเชิด) ช่วงฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ทั้งที่ส่วนใหญ่สนับสนุนหลิวเหยี่ยน หลังได้ชื่อว่าเป็นฮ่องเต้เขาจึงสังหารหลิวเหยี่ยนเพราะเห็นว่าเป็นภัยต่อบัลลังก์ของตน – ตอนนั้นหวังหมั่งยังไม่ตายและราชวงศ์ซินยังไม่ล่มสลาย) หลิวซิ่วจึงเริ่มระดมพลและจัดตั้งกองกำลังขึ้นใหม่ เมื่อสถานการณ์บีบบังคับและจำเป็นต้องผูกสัมพันธ์ทางการทหารกับดินแดนทางตอนเหนือ หลิวซิ่วจึงจำยอมแต่งงานกับ “กัวซานถง” หลานสาวของ “หลิวหยาง” ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่แห่งเหอเป่ย เลยต้องพรากจากหญิงอันเป็นที่รักอย่างลี่หัว

หลังฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นได้สำเร็จและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ (จักรพรรดิฮั่นกวังอู่) หลิวซิ่วได้แต่งตั้งกัวซานถงเป็นพระสนม หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ให้กำเนิดพระโอรส ขณะที่ลี่หัว (ซึ่งเป็นนางเดียวในดวงใจและเป็นภรรยาคนแรก) ก็ถูกรับตัวมาเป็นพระสนมเช่นกัน หลิวซิ่วต้องการสถาปนาลี่หัวเป็นฮองเฮาแต่ทนแรงกดดันทางการเมืองไม่ไหวจึงจำใจมอบตำแหน่งฮองเฮาให้กัวซานถง หลังเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นในสกุลกัว หลิวซิ่วจึงใช้โอกาสนี้ปลดกัวซานถงและแต่งตั้งลี่หัวเป็นฮองเฮาแทน

ละครเปิดฉากขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ “หลิวซิ่ว” และพวกพ้องซึ่งต่างก็สวมชุดเกราะและอยู่ในสภาพบาดเจ็บอ่อนล้า ค่อยๆ ก้าวเท้าบนแม่น้ำฮูถัวที่เย็นจัดจนผิวน้ำกลายเป็นน้ำแข็งอย่างระมัดระวัง ไม่นานทัพของ “หวังหลาง” แห่งหานตานก็ควบม้าไล่ตามมา ด้วยความที่มีกำลังพลเป็นจำนวนมากจึงทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจนน้ำที่กลายสภาพเป็นน้ำแข็งเหนือผาสูง (และมีปลายแหลมคล้ายหินย้อย) หักร่วงลงมาปักแผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมแม่น้ำฮูถัว หลิวซิ่วเห็นแผ่นน้ำแข็งเริ่มแตกร้าวจึงบอกให้ทุกคนเร่งฝีเท้า แต่แล้วทหารของศัตรูก็เริ่มระดมยิงธนูใส่ทำให้นายทหารสามนายของหลิวซิ่วที่เดินรั้งท้ายถูกยิงเสียชีวิต

“อินลี่หัว” เห็นศัตรูควบม้าเข้ามาใกล้จึงผลักหลิวซิ่วให้พ้นทาง (เธอเรียกเขาว่า “พี่สาม”) จากนั้นก็คว้าทวนบนหลังม้ามากรีดแผ่นน้ำแข็งเพื่อสกัดทหารของศัตรู หลิวซิ่ว (ซึ่งได้รับบาดเจ็บ) เห็นดังนั้นจึงร้องเรียกและพยายามเข้าไปห้ามลี่หัวแต่ถูก “เฝิงอี้” และคนอื่นๆ ห้ามเอาไว้ หลังกรีดแผ่นน้ำแข็งแล้วลีหัวก็ใช้ทวนกระแทกให้แผ่นน้ำแข็งแตกทำให้ม้าและทหารของศัตรูพลัดตกลงไปในแม่น้ำจำนวนหนึ่ง เมื่อแผ่นน้ำแข็งบริเวณที่ลี่หัวยืนอยู่เริ่มปริแตก เธอจึงกระโจนเข้าไปต่อสู้กับทหารของศัตรูที่ทั้งแข็งแกร่งและมีจำนวนมากตามลำพัง หลังจัดการทหารได้จำนวนหนึ่งเธอก็ฉวยโอกาสหลบหนีโดยกระโดดเหยียบแผ่นน้ำแข็งที่แตกกระจัดกระจายหมายกลับไปหาหลิวซิ่ว หลังถูกธนูยิงที่ขากลางอากาศเธอจึงปักทวนเข้ากับผาหินแล้วโหนตัวเหนือผิวน้ำ และนั่นก็ทำให้เธอกลายเป็นเป้านิ่ง หลังถูกธนุยิงเฉียดแขนลี่หัวก็ร่วงตกลงไปแม่น้ำที่เย็นจัดต่อหน้าต่อตาหลิวซิ่ว

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ 8 (พ.ศ. 551) ซึ่งเป็นปีที่หวังหมั่งยึดอำนาจและโค่นล้มราชวงศ์ฮั่น (ตะวันตก) ก่อนสถาปนาตนเองขึ้นเป็นปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์ใหม่ที่มีชื่อว่า “ซิน” หลังขึ้นครองบัลลังก์หวังหมั่งได้ยกเครื่องการเมืองการปกครองใหม่ (โดยนำราชวงศ์โจวซึ่งอยู่ในยุคโบราณมาเป็นแบบอย่าง) เป็นเหตุให้บ้านเมืองสับสนวุ่นวาย และเกิดสงครามกลางเมือง
ณ คฤหาสน์สกุลอินในเมืองซินเหย่ เขตการปกครองหนานหยาง (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอหนาน) ลี่หัวนำหลักการของว่าวมาประดิษฐ์เป็นปีก และพยายามบินทดสอบด้วยการกระโดดลงมาจากหอสูงแต่ถูกเหล่าสาวใช้ในบ้านห้ามเอาไว้ เมื่อเห็นว่าลี่หัวไม่ยอมฟังพวกตนแน่ “สวี่เยียนจือ” จึงเข้าไปขวางพลางขอร้องว่าอย่าหาเรื่องเดือดร้อนให้พวกตน เพราะหากลี่หัวเป็นอะไรไปสาวใช้อย่างพวกตนจะโดนลงโทษหนักและรับผิดชอบไม่ไหว แต่ลี่หัวมั่นใจว่าตนบินได้แน่เลยยืนกรานว่าจะบินให้ทุกคนดู

ในเวลาเดียวกันนั้น “เติ้งอวี่” ได้พา “เติ้งเฟิ่ง” ผู้เป็นหลานมาที่คฤหาสน์สกุลอินโดยกำชับให้ทำตัวสำรวมและอย่าก่อเรื่องให้ตนเสียหน้า (เติ้งอวี่เรียกเติ้งเฟิ่งว่า “เฟิ่งเอ๋อร์”) เติ้งเฟิ่งสงสัยว่าทำไมคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่เลื่องลือและอยู่ในฉางอัน (เมืองหลวง) มานานหลายปีอย่างเติ้งอวี่ถึงหลงใหลได้ปลื้มลี่หัวนัก (ทั้งที่ฉางอันมีหญิงงามมากมาย) เติ้งอวี่ตอบเพียงว่าลี่หัวไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไป พูดจบเขาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของบรรดาสาวใช้ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองบนหอสูงก็พบว่าลี่หัว (ซึ่งสวมปีกที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง) พยายามฝ่าด่านสาวใช้เพื่อที่จะกระโดดลงมา เขาจึงรีบวิ่งขึ้นไปห้ามด้วยความเป็นห่วงเพราะกลัวว่าเธอจะตกลงไป แต่ลี่หัวยังคงมั่นใจว่าตนบินได้แน่ ต่อให้ตกลงไปแล้วหน้ากระแทกพื้นจนเสียโฉมเธอก็ไม่หวั่นเพราะเบื่อที่วันๆ ต้องขลุกอยู่แต่ในบ้านเต็มทน เมื่อเห็นว่าเติ้งอวี่ยังคงเป็นห่วง ลี่หัวจึงชี้ว่าเธอศึกษาค้นคว้ามาเป็นอย่างดีและทดลองเจ้าสิ่งนี้มานาน 2 เดือนแล้ว (ลี่หัวเรียกเติ้งอวี่ว่า “อาอวี่”)

เติ้งเฟิ่งเห็นสิ่งประดิษฐ์ของลี่หัวแล้วสนใจและรู้สึกทึ่งจึงถามด้วยความตื่นเต้นว่าเธอทำเองจริงๆ หรือ เติ้งอวี่ได้ยินเติ้งเฟิ่งเรียกลี่หัวว่า “พี่สาว” ก็รีบตำหนิและบอกให้เขาเรียกลี่หัวใหม่ว่า “ท่านอา” (เพราะเขาเป็นอาเล็กของเติ้งเฟิ่ง ส่วนลี่หัวเป็นว่าที่ภรรยาของเขา – อันหลังนี่คิดเองเออเอง) ลี่หัวแย้งว่าตนไม่ได้แก่ขนาดนั้นและบอกให้เติ้งเฟิ่งเรียกตนว่าพี่สาว เติ้งอวี่เห็นเติ้งเฟิ่งคุยกับลี่หัวเรื่องสิ่งประดิษฐ์อย่างถูกคอแถมเติ้งเฟิ่งยังนับถือเธอเป็นพี่สาวก็รู้สึกขัดใจ เมื่อลี่หัวทำท่าว่าจะบินอวดเติ้งเฟิ่ง เติ้งอวี่ก็รีบเข้าไปขวางและกล่าวแบบลูกผู้ชายตัวจริงว่า หากลี่หัวยืนกรานว่าจะบินให้ได้ในวันนี้ ตนจะขอบินแทนเอง ลี่หัวได้ยินดังนั้นก็ตอบตกลงแล้วถอดปีกออกทันที เติ้งอวี่ถึงกับหน้าถอดสีเพราะไม่คิดว่าลี่หัวจะยอมง่ายๆ

ในที่สุดเติ้งเฟิ่งก็อาสาบินทดสอบแทน เติ้งอวี่เลยแอบโล่งอก เมื่อลี่หัวถามว่าแน่ใจหรือ เติ้งเฟิ่งก็รีบสวมปีกพลางกล่าวว่าตนเป็นลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น ตนไม่อาจปล่อยให้พี่สาวทำเรื่องอันตรายเช่นนี้ได้ ที่สำคัญตนเชื่อว่าสิ่งประดิษฐ์ที่พี่สาวทำเองกับมือต้องบินได้แน่ หลังจากนั้นเติ้งเฟิ่งก็กระโดดลงจากหอสูงโดยไม่ลังเล ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ดีในตอนแรก แต่เนื่องจากเติ้งเฟิ่งไม่รู้วิธีควบคุมและทรงตัว เขาจึงบินชนระเบียงและร่วงตกลงบนสนามหญ้าในสวน เติ้งอวี่เห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งไปดูอาการเติ้งเฟิ่งซึ่งนอนร้องโอดโอยว่าเจ็บก้น ส่วนลี่หัวรีบวิ่งไปดูสิ่งประดิษฐ์ของตนพลางนึกสงสัยว่าทำไมถึงร่วงตกลงมาได้ สุดท้ายเธอก็ฟันธงว่าเป็นเพราะเติ้งเฟิ่งใช้งานไม่เป็น

เมื่อ “อินสือ” (พี่ชายต่างมารดาของลี่หัว) มาพบเข้าจึงตำหนิลี่หัวที่ก่อเรื่องวุ่นวายและทำตัวไม่เหมาะสม ทั้งที่ก่อนไป “ลุงไช่” (ไช่เส้ากง) ห้ามไม่ให้เธอนำทฤษฎีของ “โม่เจีย” มาใช้สุ่มสี่สุ่มห้า (“โม่เจีย” เป็นหนึ่งในโรงเรียนสอนปรัชญาจีนโบราณของราชวงศ์โจวตะวันออก (ยุควสันตสารท) ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิเต๋า อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับลัทธิขงจื๊อ ดำเนินการโดยลูกศิษย์ของนักปรัชญาชาวจีน “ม่อจื๊อ” เน้นสอนหลักปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องตรรกศาสตร์ การคิดอย่างมีเหตุผล และวิทยาศาสตร์ แต่ภายหลังทฤษฎีและตำราต่างๆ ได้หายสาบสูญไป) เขากล่าวว่าลี่หัวทำผิดซ้ำซากและไม่ยอมปรับปรุงตัวเองจึงสั่งลงโทษด้วยการกักบริเวณเธอ 10 วัน โดยให้ใคร่ครวญความผิดที่เธอทำอยู่ภายในห้อง เติ้งเฟิ่งได้ยินดังนั้นก็แอบขำทำให้พลอยโดนอินสือตำหนิไปด้วย (โทษฐานที่เป็นผู้ร่วมขบวนการ) อินสือยังกำชับบ่าวไพร่ว่าห้ามไม่ให้ลี่หัวนำอะไรออกจากห้องเก็บของโดยไม่ได้รับอนุญาตจากตน ลี่หัวจะไปขังตัวเองในห้องแต่อินสือบอกให้เธอไปหาแม่ที่ห้องก่อน

หลังพาเติ้งเฟิ่งไปยลโฉมว่าที่ ‘อาสะใภ้’ แล้ว เติ้งอวี่ก็โม้ว่าตนกับลี่หัวสมกันราวกิ่งทองใบหยก แต่เติ้งเฟิ่งดูออกว่าลี่หัวไม่มีใจให้เติ้งอวี่เลยสักนิด ถึงกระนั้นเติ้งอวี่ก็ยังฝันเฟื่องว่าตนกับลี่หัวต้องได้แต่งงานกันสักวัน เพราะพวกตนเติบโตมาด้วยกันและยังเหมาะสมกันมาก นอกจากตนแล้วคงไม่มีใครคู่ควรกับลี่หัวและมีเพียงตนที่รับมือผู้หญิงประหลาดอย่างลี่หัวได้

“เติ้งฟูเหริน” (แม่เลี้ยงลี่หัว) เห็นว่าลูกสาวตนชอบเล่นซุกซนเหมือนเด็กผู้ชายเลยจับแต่งตัวให้สมกับที่เป็นคุณหนู แต่ลี่หัวชอบชุดที่ใส่แล้วเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากกว่า ที่สำคัญเธอไม่รู้ว่าจะแต่งตัวสวยไปทำไมในเมื่อถูกพี่ใหญ่กักบริเวณ แม่ของเธอแย้งว่าถึงแม้ลี่หัวจะไม่ออกจากบ้านก็มีคนมาหาเธอถึงที่อยู่ดี วันนี้ฮูหยินหลินอุตส่าห์มาที่บ้านเพื่อทาบทามสู่ขอลี่หัวเป็นครั้งแรก แต่พอเห็นสิ่งประดิษฐ์ของลี่หัวแล้วก็ตกใจกลัวจนหนีไป เธอกล่าวว่าถึงเวลาที่ลี่หัวต้องออกเรือนแล้ว ที่ผ่านมามีคนมาทาบทามสู่ขอลี่หัวจนประตูบ้านแทบพัง แต่ลี่หัวยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานจึงขอเวลาอีกสองสามปี (ซึ่งอินสือเองก็รู้เรื่องนี้จึงตั้งมาตรฐานน้องเขยเอาไว้สูงลิ่ว ทั้งยังเรียกสินสอดแพงๆ เพื่อเป็นการปฏิเสธทางอ้อม) เยียนจือกล่าวว่าตอนนี้คนข้างนอกต่างพากันนินทาว่าพี่ใหญ่ของลี่หัวโก่งค่าสินสอด บ้างก็ว่าสาวงามอย่างลี่หัวจะเข้าวังในไม่ช้า ลี่หัวสวนทันควันว่าตนไม่เคยคิดเข้าวัง

แม่ของเธอกลัวว่าหากข่าวลือแพร่สะพัดออกไปอีกหน่อยคงไม่มีใครกล้ามาสู่ขอลี่หัว เธอจึงไม่อยากรอช้าและเห็นว่าเติ้งอวี่เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว เพราะบ้านสกุลอินกับบ้านสกุลเติ้ง (ของเติ้งอวี่) มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาช้านานและพี่ใหญ่ของเธอก็ชอบเขาด้วย ที่สำคัญเขามีความสามารถและคุณสมบัติอันโดดเด่นเกินใคร แทนที่จะเข้าวังไปเป็นขุนนางเขากลับเลือกที่จะกลับบ้านเกิดเพราะลี่หัว หากลี่หัวแต่งเข้าบ้านสกุลเติ้งพวกตนก็เจอกันได้บ่อยเพราะอยู่บ้านอยู่ใกล้กัน ครั้นพอแม่เอ่ยถึงเรื่องการแต่งงานของ “เติ้งฉาน” (ญาติผู้พี่ของลี่หัว / หลานแม่เลี้ยงลี่หัว) ลี่หัวจึงถือโอกาสอ้างว่ารอให้เติ้งฉานออกเรือนก่อนแล้วตนค่อยคิดเรื่องแต่งงาน แม่ลี่หัวจนปัญญาที่จะโน้มน้าวจึงคิดที่จะให้เติ้งฉานมาช่วยเกลี้ยกล่อมลี่หัวเพราะเห็นว่าทั้งคู่สนิทกัน

ลี่หัวเห็นป้ายหยกที่เติ้งฉานพกติดตัวมาด้วยก็รู้ว่าเธอต้องการมอบให้พี่ใหญ่ของตน เติ้งฉานแอบชอบอินสือแต่ไม่กล้าเผยความในใจเพราะเขาแต่งงานแล้ว ที่สำคัญพี่ชายเธอไม่มีทางยอมให้เป็นอนุแน่ และตัวเธอเองก็ไม่อยากเป็นอนุด้วย เพราะตำแหน่งอนุภรรยาแทบไม่ต่างอะไรกับการเป็นสาวใช้ ลี่หัวแย้งว่าหากเติ้งฉานแต่งเข้าบ้านสกุลอินของตนพี่ใหญ่ต้องดูแลเธออย่างดีแน่ แถมพี่สะใภ้ยังเป็นคนดี ซึ่งเติ้งฉานเองก็รู้เรื่องนี้แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเธอ เธอจึงตัดบทด้วยการพูดเรื่องแต่งงานของลี่หัว ที่ผ่านมาลี่หัวมักนำเธอมาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานทำให้เธอโดนป้า (แม่เลี้ยงลี่หัว) ดุบ่อยครั้ง เธอจึงเตือนลี่หัวว่าการเลือกคู่ครองเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ จะว่าไปทั้งแม่และพี่ใหญ่ตามใจลี่หัวมามากแล้ว ดังนั้นลี่หัวจึงควรโตเป็นผู้ใหญ่เสียที ลี่หัวแย้งว่าตนต้องการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองและจะไม่แต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รักเด็ดขาด เมื่อถูกถามว่าไม่ชอบเติ้งอวี่หรือ ลี่หัวตอบว่าเธอชอบเขาแบบเพื่อนและพี่น้อง เติ้งฉานรู้ว่าลี่หัวกำลังเฝ้ารอใครบางคนจึงถามว่าคนๆ นั้นเป็นใคร ลี่หัวตอบว่าเธอเองก็ไม่รู้และจำไม่ได้ ภาพความทรงจำอันเลือนลางที่เธอพอนึกออกคือแผ่นหลังของเขาเท่านั้น

“เหยียนจื่อหลิง” (เพื่อนร่วมชั้นเรียนของหลิวซิ่ว) เห็นหลิวซิ่วง่วนอยู่กับการเขียนหนังสือ จึงแกล้งนำคติประจำใจของหลิวซิ่วมาแซวเล่นว่า “พี่เหวินซู* พี่เคยบอกว่า ‘แม้นได้เป็นขุนนาง ข้าอยากเป็นจื๋อจินอู๋ (ผู้ว่าการของเมืองใหญ่) หากจะแต่งงาน ข้าอยากแต่งกับอินลี่หัว’ ลี่หัวกลับมาแล้วค่ะ” จากนั้นก็บ่นว่าหลิวซิ่วไม่มีแม้แต่เงินจ่ายค่าอาหารและค่าเล่าเรียน แต่ยังอุตส่าห์เทกระเป๋าซื้อกระดาษอย่างดีมาเขียนหนังสือให้คนรัก จื่อหลิงเห็นว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมาหลิวซิ่วเขียนหนังสือมากมายเพื่อคนรัก เขาจึงรู้สึกเป็นห่วงเพราะกลัวฝ่ายหญิงไม่เห็นค่า เขาเตือนหลิวซิ่วว่าเวลาเปลี่ยนใจคนอาจแปรผัน แต่หลิวซิ่วมั่นใจว่าลี่หัวยังคงเหมือนเดิม แม้จะกลัวเพื่อนโกรธแต่จื่อหลิงอยากให้หลิวซิ่วเผื่อใจไว้บ้างจึงถามว่าหากเขาขนหนังสือกลับไปให้ลี่หัวอย่างมีความสุข แต่ถ้าไปถึงแล้วพบว่าลี่หัวแต่งงานแล้วจะทำอย่างไร หลิวซิ่วตอบว่าตนก็จะมอบหนังสือทั้งหมดให้เธอเป็นของขวัญแต่งงาน ขอแค่ลี่หัวมีความสุขตนก็พอใจแล้ว

จื่อหลิงเตือนว่าคนบ้านสกุลอินมาจากตระกูลขุนนางใหญ่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ชาวนาอย่างหลิวซิ่วจะแต่งงานกับคุณหนูบ้านสกุลอินโดยใช้หนังสือเหล่านี้เป็นสินสอด หลิวซิ่วแย้งว่าการแต่งงานเพื่อหวังผลเทียบไม่ได้กับการแต่งงานเพราะความรักและยึดมั่นในรักเดียว ตนไม่เห็นว่าการเป็นชาวนานั้นผิดตรงไหน ลี่หัวเองก็เคยพูดว่าแต่งกับชาวนายังดีเสียกว่าแต่งกับขุนนางหรือชนชั้นสูง ตนอยากเป็นชาวนาที่มีที่ดินทำกินสักสองสามแปลงและได้อยู่เคียงข้างคนที่ตนรักตลอดไป จื่อหลิงได้ยินดังนั้นก็ยอมแพ้จึงบอกให้หลิวซิ่วอยู่กับความฝันลมๆ แล้งๆ ต่อไป หลังจากนั้นเขาก็มอบป้ายของแม่ทัพใหญ่ “หวังสวิน” (ที่แอบขโมยมา) ให้หลิวซิ่วพกติดตัวกลับบ้าน เพราะเห็นว่าบ้านเมืองกำลังสับสนวุ่นวายและมีโจรชุกชุม

ระหว่างนั่งรถม้าเดินทางกลับบ้านเกิด หลิวซิ่วเห็นโจรกลุ่มหนึ่งซึ่งนำโดย “อู๋ฮั่น” กำลังปล้นและข่มขู่สองแม่ลูกสกุลกัว โดยบังคับให้เขียนจดหมายไปบอกคนทางบ้านให้นำเงินมาไถ่ตัว เขาจึงบุกเดี่ยวเข้าช่วยเหลือโดยนำป้ายที่ได้จากจื่อหลิงมาแอบอ้างว่าตนเป็นทหารเกณฑ์ของจอมพลหวังสวิน ได้รับคำสั่งให้มารับฮูหยินและธิดาของท่านจอมพล อู๋ฮั่นเห็นป้ายของหวังสวินแล้วรู้สึกตกใจเพราะพวกตนมีสถานะเป็นผู้แปรพักตร์ เมื่อหลิวซิ่วขู่ว่าทัพที่จอมพลหวังส่งมากำลังจะมาถึงในไม่ช้า อู๋ฮั่นจึงรีบพาลูกน้องหลบหนีไป และนั่นก็ทำให้ “กัวซานถง” ลูกสาว “กัวจู่” รู้สึกประทับใจในตัวหลิวซิ่ว ขณะพาสองแม่ลูกหลบหนี หลิวซิ่วสารภาพว่าตนไม่ได้เป็นทหารแต่เป็นเพียงบัณฑิตชื่อ “หลิวเหวินซู” (ชื่อรองของหลิวซิ่ว) ซึ่งกำลังเดินทางกลับบ้านเกิด เมื่ออู๋ฮั่นรู้ตัวว่าโดนหลอก เขาจึงรีบพาลูกน้องควบม้าตามมา หลิวซิ่วบอกให้กัวจู่บังคับรถม้าหนีไป (เป็นรถม้าของเขาและมีหนังสือที่ขนมาให้ลี่หัวอยู่ในนั้น) ส่วนตัวเขาจะถ่วงเวลาพวกโจรเอาไว้ให้ ซานถงเป็นห่วงความปลอดภัยของหลิวซิ่วจึงคว้าแขนเขาเอาไว้ หลิวซิ่วมั่นใจว่าตนเอาอยู่จึงบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง หากพวกตนมีวาสนาต่อกันย่อมได้พบกันอีก ซึ่งซานถงเองก็แอบหวังว่าจะได้พบเขาอีกครั้งเช่นกัน

เมื่อรู้ว่าหลิวซิ่วยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อคนแปลกหน้าอู๋ฮั่นก็เย้ยว่าหลิวซิ่วช่างเป็นคนที่โง่เขลา หลิวซิ่วกล่าวว่าเห็นคนอื่นตกอยู่ในอันตรายแล้วตนจะทนนิ่งเฉยได้อย่างไร จากนั้นก็ประณามอู๋ฮั่นที่นอกจากจะปล้นฆ่าคนอื่นแล้วยังข่มเหงรังแกผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้อีก เมื่อถูกถามว่าหากลูกเมียตัวเองโดนอย่างนี้บ้างจะรู้สึกอย่างไร อู๋ฮั่นตอบว่าพวกตนจำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอด เขารู้สึกประทับใจในความกล้าหาญของหลิวซิ่งจึงชวนมาเป็นสมุนมือขวาของตน พอรู้ว่าหลิวซิ่วเป็นคนหนานหยางเช่นกัน อู๋ฮั่นก็บอกว่าตนเกลียดคนหนานหยางเข้ากระดูกดำ เขาจะสังหารหลิวซิ่วแต่ยังไม่ทันได้ลงมือก็ถูก “หลิวเหยี่ยน” พี่ชายของหลิวซิ่วโจมตีเสียก่อน พอรู้ว่าหลิวเหยี่ยนคือ “หลิวป๋อเซิน” (ชื่อรองของหลิวเหยี่ยน) แห่งหนานหยาง อู๋ฮั่นก็รู้สึกเกรงขามและขอยอมแพ้แต่มีข้อแม้ว่าต้องปล่อยลูกน้องของตนไป หลิวซิ่วจึงขอให้พี่ใหญ่ละเว้นอู๋ฮั่นและพวก หลิวเหยี่ยนต้องการระดมพลจึงชวนอู๋ฮั่นมาเป็นพวก แต่อู๋ฮั่นกลับขอยอมตาย สุดท้ายสองพี่น้องจึงปล่อยอู๋ฮั่นและพวกไป

ระหว่างทานข้าวกับคนในครอบครัว หลิวซิ่วได้ยินเติ้งฉาน (น้องสาว “เติ้งเฉิน” พี่เขยของหลิวซิ่ว) เล่าว่ามีคนมาสู่ขอลี่หัวจนหัวบันไดบ้านไม่แห้งแต่เธอกลับไม่ยอมตกลงปลงใจกับใคร เติ้งเฉินกล่าวว่าวิธีปฏิเสธการแต่งงานของบ้านสกุลอินนั้นไม่ธรรมดา เพราะนอกจากจะไม่บาดหมางกับสกุลอื่นๆ แล้ว ยังไม่ต้องเปลืองแรงอธิบายอีกด้วย (เพราะฝ่ายชายเห็นลี่หัวเล่นซนแล้วมักพากันยอมแพ้) จากนั้นก็ชมว่าลี่หัวเป็นผู้หญิงที่ฉลาด เพราะอย่างนี้น้องสา่ม (หลิวซิ่ว) กับเติ้งอวี่ถึงได้ชอบเธอ เติ้งฉานเพิ่งรู้ว่าหลิวซิ่วเองก็ชอบลี่หัวจึงถามว่าเขาเคยเจอลี่หัวด้วยหรือ หลิวซิ่วตอบว่าตนยังไม่เคยเจอลี่หัวแต่มักได้ยินผู้คนร่ำลือเรื่องความงามของเธอเลยรู้สึกชื่นชม เติ้งฉานได้ยินดังนั้นก็โล่งอก

“หลิวป๋อจี” ถามว่าลี่หัวมีคนรักแล้วหรือ เติ้งฉานตอบว่ายัง เพียงแต่ลี่หัวมีใครบางคนในใจ แม้แต่ลี่หัวเองก็ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นใครเพราะเธอจำได้แค่เงาอันเลือนลาง หลิวซิ่วแอบหวังว่าเงาที่อยู่ในใจลี่หัวอาจเป็นตน จากนั้นก็นึกถึงเรื่องราวเมื่อหลายปีก่อนตอนพบลี่หัวในเมืองฉางอัน ในตอนนั้นลี่หัวแอบปลอมตัวเป็นชายแล้วเข้ามาตำราในห้องหนังสือของโรงเรียน พอรู้ว่าลี่หัวเป็นเด็กผู้หญิง ซ้ำยังมีความรู้ทั้งเรื่องวรรณกรรม ศิลปะการต่อสู้ และวิชาแพทย์ หลิวซิ่วก็รู้สึกทึ่ง

ในเวลาต่อมา เติ้งเฉินเดินทางไปบ้านสกุลอินเป็นเพื่อนหลิวซิ่ว (เติ้งเฉินเป็นหลานของแม่เลี้ยงลี่หัว) ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือจงใจที่อยู่ๆ อินสือก็ยอมให้เติ้งอวี่พาลี่หัวไปเยี่ยมผู้หลักผู้ใหญ่ที่บ้านสกุลเติ้ง (ของเติ้งอวี่) แม้จะดีใจที่ได้ออกนอกบ้านเสียที แต่ลี่หัวอดสงสัยไม่ได้ว่าอินสืออาจมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง ที่สำคัญเธอไม่อยากไปบ้านเติ้งอวี่สักนิด เนื่องจากหนังสือที่หลิวซิ่วเตรียมนำมาฝากลี่หัวติดไปกับรถม้าตอนช่วยสองแม่ลูกสกุลกัว เขาเลยต้องไปบ้านสกุลอินมือเปล่า แม้รู้ดีว่าไม่มีหวังเรื่องการสู่ขอแต่หลิวซิ่วหวังว่าตนจะได้พบหน้าลี่หัวอีกสักครั้ง ระหว่างทางหลิวซิ่วนึกอะไรได้บางอย่างจึงขอแวะเก็บใบหญ้าริมทาง ในตอนนั้นรถม้าของสกุลเติ้ง (ซึ่งลี่หัวและเติ้งอวี่นั่งอยู่ด้านใน) ผ่านมาพอดี เมื่อลี่หัวมองลงมาจากรถม้าแล้วเห็นแผ่นหลังของหลิวซิ่ว ภาพความทรงจำอันเลือนลางของชายในดวงใจก็ผุดเข้ามาในห้วงคำนึงของลี่หัว เติ้งเฉินจำได้ว่าเป็นรถม้าบ้านเติ้งอวี่จึงเดาว่าเติ้งอวี่อาจอยู่บนรถม้า หลิวซิ่วถามว่าถ้าเช่นนั้นทำไมถึงไม่ทักทาย เติ้งเฉินถามกลับว่าถ้าทักเติ้งอวี่แล้วพวกตนจะอธิบายเรื่องที่จะไปบ้านสกุลอินยังไง (เพราะเพื่อนซี้สมัยเด็กๆ อย่างเติ้งอวี่และหลิวซิ่วหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน)

เติ้งอวี่สงสัยว่านานๆ ครั้งลี่หัวถึงจะได้ออกนอกบ้านเสียทีแต่ทำไมเธอหมือนไม่ดีใจเลยสักนิด ลี่หัวตอบว่าหากปลายทางไม่ใช่บ้านเติ้งอวี่ตนคงมีความสุขแน่ เติ้งอวี่พยายามหลอกล่อโดยบอกว่าที่บ้านตนมีแต่เรื่องน่าสนุก นอกจากหนังสือหายากแล้ว ยังมีดาบและหน้าไม้จากซี-อวี้ (ดินแดนแถบตะวันตกของจีน) อีกด้วย ลี่หัวแย้งว่าที่บ้านตนมีอาวุธเพียบ จากนั้นก็ถามว่าหนังสือหายากที่บ้านเติ้งอวี่มีอะไรบ้าง เติ้งอวี่ตอบว่าบ้านตนมีหนังสือปรัชญาโบราณ ตำราขงจื๊อ และหนังสือต้นฉบับของ “ต่งจ้งซู” (บัณฑิตแห่งราชวงศ์ฮั่นที่สนับสนุนให้ลัทธิขงจื๊อเป็นแนวคิดหลักอย่างเป็นทางการของบ้านเมืองและราชวงศ์) แต่ลี่หัวไม่ชอบผลงานของต่งจ้งซูโดยเฉพาะแนวคิดที่ว่าภรรยาที่ดีต้องเชื่อฟังสามีและบุตรชาย (ลี่หัวศรัทธาลัทธิเต๋า) เติ้งอวี่แย้งว่าถึงกระนั้นลี่หัวก็ไม่สามารถครองตัวเป็นโสดได้ตลอดไปและถามว่าเธอชอบผู้ชายแบบไหน ลี่หัวตอบทันควันว่าไม่ใช่ผู้ชายแบบเติ้งอวี่แน่

อินสือถึงกับอึ้งเมื่อหลิวซิ่วดั้นด้นมาที่บ้านตนเพียงเพื่อนำนกสาน (จากหญ้า) มาฝากลี่หัว หลิวซิ่วกล่าวว่าลี่หัวชอบสัตว์ที่สานจากหญ้ามาตั้งแต่เด็ก ตนไม่มีปัญญานำของมีค่ามามอบให้เลยได้แต่มาด้วยความระลึกถึง อินสือเตือนหลิวซิ่วเรื่องข้อตกลงที่เคยทำไว้เมื่อห้าปีก่อน เขาไม่ต้องการให้หลิวซิ่วรื้อฟื้นเรื่องราวในวัยเด็กของน้องสาวตน และถามว่าหลิวซิ่วต้องการขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตหรือ หลิวซิ่วกล่าวว่าตนแค่อยากพบหน้าลี่หัว ทั้งยังรับปากว่าจะไม่เอ่ยถึงเรื่องราวในอดีต อินสือกล่าวว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาลี่หัวใช้ชีวิตอย่างสุขใจไร้กังวลและลืมเรื่องราวในอดีตจนหมดสิ้น หลิวซิ่วเองก็เป็นเหมือนพี่ชายของลี่หัว คงไม่อยากทำให้ลี่หัวโศกเศร้าด้วยการรื้อฟื้นเรื่องเก่า หลิวซิ่วขอให้อินสือวางใจเพราะตนเป็นคนรักษาสัจจะ ตนก็แค่ไม่ได้เจอลี่หัวมานานหลายปีและคิดถึงเธอมาก หลิวซิ่วพยายามต่อรองด้วยการขอมองดูลี่หัวอยู่ห่างๆ และรับปากจะไม่ออกมาทักทายเธอ อินสือปฏิเสธเป็นนัยๆ โดยบอกว่าพบกันอีกครั้งจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อลี่หัวลืมหลิวซิ่วไปแล้ว

เติ้งเฉินกล่าวว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมาหลิวซิ่วไม่เคยลืมลี่หัวและยังคงคิดถึงตลอด เพราะสัญญานั่นทั้งคู่จึงไม่ได้พบกันอีกเลย เขากล่าวว่าหลิวซิ่วเป็นคนมีคุณธรรมและซื่อสัตย์ ในเมื่อสกุลอินกำลังมองหาคู่ครองให้ลี่หัวแต่ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ แล้วทำไมไม่ลองพิจารณาหลิวซิ่วดูเพราะสกุลหลิวก็ไม่ด้อยไปกว่าสกุลอิน อินสือออกตัวว่าหลิวซิ่วสืบเชื้อสายมาจากฮ่องเต้ “ฮั่นเกาจู่” (หรือ “หลิวปัง” ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเป็นคนสกุลหลิวและเป็นลูกชาวนา) ส่วนหลิวเหยี่ยนพี่ชายของหลิวซิ่วก็มีชื่อเสียงเลื่องลือในเขตหนานหยาง ตนได้ยินว่าหลิวเหยี่ยนกำลังรวบรวมผู้กล้าเพื่อรื้อฟื้นราชวงศ์ฮั่น เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาเขาต้องสร้างผลงานใหญ่แน่ แต่สกุลอินของตนเป็นเพียงสามัญชนธรรมดาจึงมิบังอาจเข้าไปเกี่ยวดอง หลิวซิ่วยอมรับว่าพี่ใหญ่ของตนมีแผนบางอย่างซึ่งตนไม่ต้องการเอ่ยถึงและไม่อยากคิดให้วุ่นวาย และตนก็ไม่อยากให้ลี่หัวเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย ที่ตนมาก็แค่อยากพบลี่หัวและตั้งใจว่าจะมอบของขวัญให้เธอเองกับมือ

เมื่อเห็นว่าอินสือยังคงนิ่งเงียบ เติ้งเฉินจึงเตือนว่าเมื่อห้าปีก่อนหลิวซิ่วสู้อุตส่าห์เดินทางนับพันลี้เพื่อพาลี่หัวมาส่ง ต่อให้ลืมหนี้บุญคุณครั้งนั้นไปแล้ว อย่างน้อยๆ อินสือก็ควรเห็นแก่หน้าตนและเปิดโอกาสให้หลิวซิ่วได้พบลี่หัวสักครั้ง อินสือแย้งว่าตนไม่ได้กีดกันลี่หัวกับหลิวซิ่ว แต่หลิวซิ่วโชคร้ายที่มาผิดเวลาเพราะตอนนี้ลี่หัวออกไปเยี่ยมบ้านเติ้งอวี่ หากหลิวซิ่วยืนกรานว่าจะมอบนกสานให้ลี่หัวเองกับมือคงต้องตามไปมอบที่บ้านของเติ้งอวี่ หลิวซิ่วได้ยินดังนั้นก็เข้าใจความหมายจึงฉวยนกสานในมืออินสือแล้วขอตัวกลับทันที

เมื่อเติ้งอวี่ได้ยินว่าเพื่อนรักในวัยเด็กอย่างหลิวซิ่วเพิ่งกลับมาจากฉางอันจึงรีบบึ่งไปหาที่บ้าน ป๋อจีเห็นดังนั้นก็ดีใจจึงออกมาทักทายเติ้งอวี่ (เธอแอบชอบเติ้งอวี่) หลังสองหนุ่มโผเข้ากอดกันแล้วเติ้งอวี่ก็รีบบอกข่าวดีว่า “ข้าจะแต่งงาน ข้าอยากแต่งกับลี่หัว” หลิวซิ่วกับป๋อจีได้ยินแล้วเหมือนโดนฟ้าฟาดกลางใจ หลิวซิ่วอึ้งไปชั่วขณะพลางนึกถึงคติประจำใจของตน (“หากจะแต่งงาน ข้าอยากแต่งกับอินลี่หัว”) เขาถามเติ้งอวี่ว่าไปทาบทามสู่ขอกับสกุลอินแล้วหรือ เติ้งอวี่ตอบว่าก็คงงั้น ที่สำคัญทั้งแม่และพี่ชายลี่หัวต่างเห็นว่าพวกตนเหมาะสมกัน ที่เหลือก็แค่รอเวลา หลิวซิ่วเจ็บปวดใจแต่ยังคงฝืนยิ้ม เขาเห็นด้วยว่าบ้านสกุลเติ้งของเติ้งอวี่กับบ้านสกุลอินต่างเหมาะสมและมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นต่อกัน ป๋อจีแย้งว่าเติ้งอวี่ยังอายุไม่ถึง 20 จึงอาจเร็วเกินไปที่จะลงหลักปักฐาน เติ้งอวี่แย้งว่าตนรู้จักและสนิทกับลี่หัวมานาน ตนไม่ไปเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนหลวงเพราะลี่หัว (เติ้งอวี่เป็นคนฉลาด ได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มน้อยมหัศจรรย์ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย) และตนก็อยากแต่งกับลี่หัวมานานแล้ว อีกไม่นานตนจะเข้าพิธีเปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ ตนจะถือโอกาสนั้นแต่งงานกับลี่หัวเสียเลย

เติ้งอวี่ชวนหลิวซิ่วไปหาลี่หัวกับตน แต่หลิวซิ่วปฏิเสธโดยบอกว่าพวกตนไม่ได้พบกันนานป่านนี้ลี่หัวคงลืมตนแล้ว เติ้งอวี่ไม่คิดเช่นนั้นเพราะเมื่อก่อนพวกตนเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ถึงแม้ว่าตนจะถูกอินสือห้ามไม่ให้พูดถึงเรื่องเก่าๆ สมัยเรียนอยู่ที่ฉางอันก็ตาม พูดถึงเรื่องนี้แล้วเติ้งอวี่อดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ หลิวซิ่วกล่าวว่าอาจเป็นเรื่องครอบครัวของลี่หัว หากรื้อฟื้นเรื่องราวในอดีตลี่หัวคงรู้สึกสะเทือนใจ ทางที่ดีควรปล่อยให้มันผ่านเลยไป หลิวซิ่วขอให้เติ้งอวี่ดูแลลี่หัวให้ดีหากทั้งสองได้แต่งงานกันจริง เติ้งอวี่รับปากและบอกว่าจะตามใจลี่หัวทั้งชาติ จากนั้นก็กำชับให้หลิวซิ่วไปร่วมงานแต่งงานของตน หลิวซิ่วพูดไม่ออกจึงได้แต่พยักหน้าและฝืนยิ้มให้เติ้งอวี่