หนังเกาหลี : รักไม่ลับฉบับแฟนเกิร์ล (Her Private Life)

หนังเกาหลี : รักไม่ลับฉบับแฟนเกิร์ล (Her Private Life) ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง “นูน่าแฟนดอทคอม” (누나팬닷컴) ของ “คิม ซองยอน” เนื้อหากล่าวถึงเรื่องราวของ “ซอง ต๊อกมี” ซึ่งมีโลกสองใบที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ด้านหนึ่งเธอเป็นหัวหน้าภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ศิลปะแชอุม เธอได้ชื่อว่าเป็นคนมีความรู้ความสามารถ มักทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการทำงานและมีความเป็นมืออาชีพ

แต่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่งามสง่า น่าเชื่อถือ เธอยังมีชีวิตอีกด้านที่เป็นความลับ นั่นคือการเป็นติ่งตัวแม่สายเปย์ของ “ชา ชีอัน” หนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ “White Ocean” แถมเธอยังเป็นแอดมินแฟนเพจดังชื่อ “”ชีอันอึน นาอึย กิล” (หรือ “ชีอันคือเส้นทางของฉัน”) อีกด้วย เพื่อรักษาภาพลักษณ์และอาชีพการงานต๊อกมีจึงไม่อาจเผยตัวตนด้านที่เป็น ‘ติ่ง’ (แฟนเกิร์ล) ให้โลกรู้ (ทุกคนเรียก ‘ติ่ง ส่วนเธอเรียกมันว่า ‘ความรัก’) แต่หลังถูกผอ.คนใหม่ “ไรอัน โกลด์” ล่วงรู้ความลับและจับได้ว่าเป็นติ่ง ทุกสิ่งก็เริ่มเปลี่ยนไป

ละครเปิดฉากด้วยช่วงเวลาในวัยเด็กของ “ซอง ต๊อกมี” ในตอนนั้นเธอยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่ชอบใช้ชอลก์สีละเลงลวดลายต่างๆ จนเต็มพื้นถนนและผนังกำแพง ตัดมาที่ช่วงเวลาปัจจุบัน ต๊อกมีในวัย 33 ปีซึ่งเป็นหัวหน้าภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ศิลปะแชอุม กำลังใช้พู่กันปัดเศษขนมที่เด็กชายคนหนึ่งทำหกใส่งานประติมากรรมอย่างระมัดระวัง ในเวลาเดียวกันนั้นได้มีเสียงเธอบรรยายว่า… “เด็กทุกคนล้วนมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว แต่ทว่า…ปัญหาคือจะคงความเป็นศิลปินเอาไว้ได้อย่างไรเมื่อโตขึ้น” (เป็นคำกล่าวของ “ปาโบล ปีกัสโซ” จิตรกรเอกของโลก)

ต๊อกมีกำลังจะทำความสะอาดเศษขนมที่ร่วงอยู่บนพื้น แต่ “ยู คยองอา” วิ่งหน้าตาตื่นมาแจ้งข่าวร้ายเสียก่อน แม้ผลงานศิลปะที่จะนำมาจัดแสดงยังคงติดค้างที่ด่านศุลกากรเนื่องจากเครื่องบินดีเลย์ ทำให้ของมาถึงช้ากว่ากำหนดถึง 9 ชั่วโมง แต่ต๊อกมียังคงยืนกรานว่าจะเปิดนิทรรศการตามกำหนดเดิม คือ เวลา 10.00 น. วันรุ่งขึ้น และนั่นก็ทำให้ทั้งเธอ คยองอา และ “คิม ยูซ็อบ” ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจในการจัดเตรียมงาน (ทาสี) ตลอดทั้งคืน ทั้งยังต้องช่วยกันติดตั้งภาพวาดบนผนัง ฯลฯ หลังจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพ ต๊อกมียังต้องทำหน้าที่พิธีกรในงานเปิดนิทรรศการภาพวาดของศิลปิน “ชเว อึนฮเย” แต่คนที่ได้เครดิตและได้หน้าไปเต็มๆ คือ ผอ. “ออม โซฮเย” (ศิลปินกล่าวขอบคุณผอ.ออม สำหรับความทุ่มเทและความเหนื่อยยากในการจัดเตรียมงานแสดงภาพวาดให้เธอ)

ขณะทำงาน ต๊อกมีซึ่งอยู่ในมาดภัณฑารักษ์มืออาชีพเหลือบมองนาฬิกาข้อมือหลายครั้ง หลังหมดหน้าที่เธอก็เรียกใช้บริการพนักงานส่งเอกสาร โดยของที่ต้องการให้พนักงานไปส่งแบบเร่งด่วนคือตัวเธอเอง แถมเธอยังยอมจ่ายแพงกว่าถึงสี่เท่าเพื่อแลกกับการไปถึงที่หมายภายใน 15 นาที ยูซ็อบเห็นต๊อกมีรีบรุดไปที่ไหนสักแห่งเลยอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอจะไปไหน คยองอาเปรยว่าคนบ้างานอย่างเธอคงมีชีวิตที่น่าเบื่อสุดๆ ที่แท้ต๊อกมีรีบบึ่งมาเอากระเป๋าเป้และกล่องอลูมิเนียมกันกระแทกขนาดใหญ่ที่เก็บไว้ในตู้ล็อคเกอร์ ก่อนเปลี่ยนมาสวมชุดดำและอำพรางใบหน้า

ครั้นไปถึงที่หมายเธอก็นำกล้องพร้อมเลนส์ซูมพิเศษออกมาจากกล่อง แล้วปีนบันไดรอถ่ายรูปศิลปินในดวงใจท่ามกลางแฟนเกิร์ลจำนวนมาก (หนึ่งในนั้นคือ “ซินดี้”) ทันทีที่วง “White Ocean” มาถึง ต๊อกมีก็กระหน่ำถ่ายรูปนักร้องหนุ่มวัย 23 ปี “ชา ชีอัน” และยิ้มอย่างมีความสุข หลังจากนั้นต๊อกมีก็เข้าไปชมการแสดงของวง White Ocean ทั้งยังร่วมร้องร่วมเต้นกับแฟนเกิร์ลคนอื่นๆ โดยที่ยังคงสวมหมวกและแมสก์ปิดบังใบหน้า ครั้นชีอันดื่มน้ำเกือบหมดแล้วโยนขวดให้แฟนๆ สายตาทุกคู่ที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างจับจ้องไปที่ขวดน้ำและพากันยื่นแขนไขว่คว้า ต๊อกมีจ้องขวดน้ำที่กำลังลอยละลิ่วไม่วางตา ก่อนดีดตัวขึ้นเหนือคนอื่นแล้วคว้าขวดพลาสติกมาครองได้สำเร็จ

คืนนั้นต๊อกมีนำขวดน้ำของชีอันมาตั้งโชว์ในตู้คล้ายจัดแสดงงานศิลปะแล้วยืนมองอย่างชื่นชม ปรากฏว่าทุกซอกทุกมุมในห้องเธอล้วนมีแต่รูป สินค้า และของที่ระลึกเกี่ยวกับชีอัน หลังพบว่ามียอดคนกดไลค์รูปชีอัน (ที่เธอถ่ายและโพสต์ลงในโลกโซเชียล) นับพันไลค์ ต๊อกมีก็รู้สึกพอใจ เธอไล่ดูภาพชีอันพลางชมว่าเขาน่ารักและหัวเราคิกคักอย่างมีความสุข เธอรู้สึกเสียดายที่ไม่อาจทำอะไรเพื่อเขาได้มากกว่านี้ ทั้งหมดที่ทำได้มีเพียงการบอกให้รู้ว่าเธอชอบเขา เธอคิดว่าอย่างน้อยก็ควรมอบของดีๆ สักชิ้นเป็นของขวัญวันเกิดชีอันในปีนี้ แต่แล้วกลับพบว่าแฟนเกิร์ลที่ชื่อ “ซินดี้” โพสต์รูปเสื้อ (ที่เธอหมายตาว่าจะซื้อให้ชีอัน) พร้อมข้อความ Happy Birthday ซ้ำยังใส่แฮชแท็ก “#ของขวัญเกิดชีอัน #รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น #แบรนด์หรู” เธอเลยจำต้องหาอย่างอื่นมาเป็นของขวัญวันเกิดชีอันแทน

ขณะคิดไม่ตกว่าจะซื้ออะไรเป็นของขวัญให้ชีอัน เธอก็เห็นคลิปที่ชีอันเล่าว่า ผู้ปกครองของเขาสนใจงานศิลปะมาก เขาจึงถูกรายล้อมด้วยงานศิลปะตั้งแต่เด็ก พอหาเลี้ยงตัวเองได้เขาเลยเริ่มสะสมงานศิลปะในสไตล์ที่ตนชื่นชอบ หลังจากนั้นชีอันก็อวดคอลเลคชั่นภาพวาดของตน ก่อนพาคนดูไปดูภาพฟองสบู่ซึ่งวาดโดยศิลปินที่ชื่อ “ลีซล” พลางบอกว่าเขาหลงรักภาพนี้ตั้งแต่แรกเห็น และนี่ก็เป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นภาพวาดชุดฟองสบู่ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพียงไม่กี่ภาพ ต๊อกมีเห็นชีอันพูดถึงภาพดังกล่าวอย่างมีความสุขจึงตั้งใจว่าจะหาซื้อภาพฟองสบู่ที่วาดโดยลีซลมาเป็นของขวัญวันเกิดชีอันให้ได้

ณ อพาร์ตเมนท์หรูกลางกรุงนิวยอร์ก ซึ่งภายในห้องเต็มไปด้วยภาพวาดที่วางเรียงรายบนพื้น แต่กลับมีภาพๆ หนึ่งถูกใส่กรอบและตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนชั้นวาง นั่นคือภาพฟองสบู่ที่วาดโดยลีซล ครั้นมีสายเรียกเข้า ชายคนหนึ่งก็เดินมาหยิบโทรศัพท์แล้วออกจากห้องไปทันที ที่แท้เขาคือ “ไรอัน โกลด์” ที่เหล่าผอ.แกลลอรี่และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ตลอดจนบรรดานักสะสม กำลังรอให้เขามาประเมินภาพวาดศิลปินหน้าใหม่ ณ แกลลอรี่จัดแสดงภาพวาดศิลปินดาวรุ่งในกรุงนิวยอร์ก (ทุนคนมารวมตัวกันเพราะได้ยินว่าไรอันจะมาดูรูปวันนี้) ทันทีที่มาถึงไรอันก็ขอดูภาพโดยไม่ยอมจับมือทักทายกับหนึ่งในผู้มาที่มารอ

หญิงสาวคนหนึ่งเพิ่งมานิวยอร์กครั้งแรกเลยสงสัยว่าทุกคนกำลังทำอะไรกัน ชายคนหนึ่งอธิบายว่าทุกคนมารอดูท่าทีของไรอัน หากเขาหยุดดูภาพหนึ่งวินาทีแสดงว่าภาพห่วย หยุดดูสองวินาทีแสดงว่าใช้ได้ หยุดดูสามวินาทีจัดว่าดี มีเพียงครั้งเดียวที่เขาหยุดดูภาพหนึ่งนานถึง 5 วินาที เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันเจ้าของภาพวาดนั้นกลายเป็นจิตรกรชื่อดัง ครั้นเห็นไรอันหยุดดูภาพๆ หนึ่งแล้วยิ้ม หญิงสาวคนดังกล่าวจึงสงสัยว่าหมายความอย่างไร ชายคนเดิมตอบหน้าตาตื่นว่า ไร้พรสวรรค์ ไร้อนาคต นั่นคือรอยยิ้มของปีศาจ ที่แท้เจ้าของภาพวาดคือชายคนดังกล่าวนั่นเอง หญิงสาวคนหนึ่งชื่นชอบผลงานของไรอันจึงเข้าไปขอลายเซ็นพลางถามว่าเมื่อไหร่เธอจะได้พบเขาในฐานะศิลปินอีก เขาจะเริ่มวาดภาพใหม่อีกครั้งใช่ไหม ไรอันได้ยินแล้วชะงักไปชั่วขณะ เขาเซ็นชื่อและยิ้มให้เธอแต่ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ

หลังจากนั้นไรอันก็ไปหาเพื่อนที่เป็นจิตแพทย์ เพื่อนของเขาวินิจฉัยว่า เขามีอาการของโรค “Stendhal Syndrome” (หรือ “ฟลอเรนซ์ ซินโดรม”) ซึ่งเป็นอาการทางด้านจิตใจที่เกิดขึ้นกระทันหันเมื่อได้เห็นงานศิลปะหรือสิ่งต่างๆ ที่สวยตะลึง ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว สับสน หน้ามืด อ่อนแรง ประสาทหลอน ฯลฯ ขณะที่เพื่อนอ่านข้อมูลเกี่ยวกับโรคดังกล่าวให้ฟังอย่างตั้งใจ ไรอันก็แก้เซ็งด้วยการปาลูกเทนนิสใส่ผนังเล่น โดยไม่สนว่าบริเวณนั้นมีงานศิลปะวางตั้งอยู่บนโต๊ะ ในตอนแรกเพื่อนเขาพยายามอดทน แต่พอไรอันเล่นไม่เลิกเขาเลยลุกไปยืนขวางเพราะกลัวภาพวาดที่ตนเพิ่งซื้อมาหมาดๆ เสียหาย จากนั้นก็ถามไรอันว่ารู้มั๊ยภาพนี้ราคา (ตั้ง) เท่าไหร่ ครั้นไรอันตอบถูกเป๊ะๆ ว่า 89.99 เหรียญ (ราว 2.7 พันบาท) เขาก็ถึงกับอึ้ง แต่ที่ทำให้เขาอึ้งกว่าคือการที่ไรอันบอกว่าต้นทุนภาพนี้อาจอยู่ที่ประมาณ 12 เหรียญ (ราว 364 บาท) ไรอันถามว่าเขาซื้อภาพนี้เพราะชอบหรือเห็นว่าราคาถูกกันแน่ เขายืนยันว่าตนชอบภาพนี้จริงๆ จากนั้นก็ยกรูปลงมาวางตั้งที่พื้นเพราะกลัวไรอันปาลูกเทนนิสใส่

เพื่อนไรอันชี้ว่า สาเหตุที่ตนวินิจฉัยว่าไรอันเป็นโรค “Stendhal Syndrome” เพราะหลังเห็นภาพฟองสบู่ ไรอันไม่เพียงไม่สามารถวาดภาพได้อีก แต่เขาไม่อาจถือพู่กันได้เลยด้วยซ้ำ ไรอันกล่าวว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ตนพยายามทำทุกอย่างทั้งปรึกษาจิตแพทย์ รักษาโดยการใช้ยาและการสะกดจิต แต่ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ครั้นเพื่อนถามว่าหาภาพวาดอื่นๆ (ของศิลปินที่ใช้ชื่อว่า “ลีซล”) เจอแล้วหรือยัง ไรอันจึงบอก (พลางปาลูกเทนนิสอัดข้างฝาไม่เลิก) ว่าอยู่ที่นักร้องเคป็อปชื่อ “ชา ชีอัน” ภาพหนึ่ง เพื่อนไรอันหมดปัญญารักษาจึงแนะ (ไล่) ให้ไรอันไปขอดูภาพดังกล่าวจากชีอัน ไม่ก็ไปตามหาภาพอื่นๆ หรือสืบหาต้นตอว่าใครเป็นคนวาดแทนที่จะมาป่วนตน ไรอันได้ยินเพื่อนออกเสียงชื่อตนผิดจึงติงเพื่อนก่อนจากไปว่าชื่อตนคือ “ไรอัน” ไม่ใช่ “ไลอัน” (แปลว่า “สิงโต” หรือ “ไลอ้อน” ที่ตามสำเนียงไทย)

ผอ.ออมเปิดดูข้อมูลและผลงานภาพวาดของศิลปินหน้าใหม่ “คิม มินฮยอก” ที่ต๊อกมีนำเสนอ พลางตำหนิต๊อกมีที่หายตัวไปหลังเสร็จสิ้นการถ่ายภาพแขกวีไอพี ต๊อกมีปิดบังเรื่องที่เธอเป็นติ่งนักร้องจึงบอกว่าเธออุปการะเด็กชายคนหนึ่งเลยต้องรีบกลับไปร่วมกิจกรรมของน้อง และที่ผ่านมาเธอก็คอยดูแลเด็กคนนี้มาโดยตลอด ผอ.ออมถามว่าเพราะใจบุญแบบนี้ต๊อกมีเลยพยายามเสนอให้ตนจัดแสดงผลงานของศิลปินใหม่ใช่ไหม ผอ.ออมปฏิเสธแนวคิดของต๊อกมีโดยให้เหตุผลว่าศิลปินใหม่ต่อให้ฝีมือดีแค่ไหนก็ไม่ดึงดูดผู้คนและไม่ทำเงิน เธอต้องการจัดแสดงผลงานของศิลปินดังมากกว่าศิลปินใหม่ที่มีแวว กระแสตอบรับมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เธอบอกให้ต็อกมีเลิกสนใจศิลปินไร้ราคา และสั่งให้ต็อกมีไปซื้อผลงานทั้งหมดของศิลปินดังที่ชื่อ “อีวานอฟ” มาจัดแสดง

ต๊อกมีแวะไปบอกทางบ้านว่าเธอต้องเดินทางไปประมูลงานศิลปะที่เมืองนอก “โก ยองซุก” (แม่ต๊อกมี) ทักท้วงว่าก่อนหน้านี้ต๊อกมีเคยบอกว่างานจะไม่ยุ่งหลังเปิดนิทรรศการ และถามว่าต๊อกมีคงไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการตามไปติ่งนักร้องใช่ไหม ต๊อกมีแย้งว่าตนไม่ว่างขนาดนั้น เธอพยายามเปลี่ยนเรื่องด้วยการชมซุปกิมจิฝีมือแม่ แต่ยองซุกไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ ซ้ำยังขู่ว่าหากตนจับได้คาหนังคาเขาว่าต๊อกมียังไม่เลิกเป็นติ่ง ตนจะกล้อนผมต๊อกมีและนักร้องหนุ่มคนนั้น ต๊อกมีแย้งว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ยองซุกสวนทันควันว่าผิดเห็นๆ ก่อนชี้ว่าต๊อกมีเคยแขนหักขณะตามกรี๊ดนักร้องที่ตนเองคลั่งไคล้สมัยเรียนมัธยมปลาย หากตอนนั้นต๊อกมีได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย พวกตนคงมีปัญญาส่งต๊อกมีไปเรียนเมืองนอกก่อนที่ครอบครัวจะถังแตก ทุกวันนี้ต๊อกมีไม่ได้เป็นศิลปินเพราะมัวแต่เป็นติ่งบ้าบอ

ต๊อกมีโทษว่าพ่อกับแม่นั่นแหล่ะทำให้เธอเป็นแบบนี้ ยองซุกแย้งว่าตนไม่เคยส่งต๊อกมีไปเรียนวิชาติ่งสักหน่อย ต๊อกมีกล่าวว่าวิถีติ่งเป็นอะไรที่ถูกส่งต่อผ่านทางสายเลือด ติ่งของแท้ต้องเป็นกันตั้งแต่เกิด ไม่ใช่เพิ่งเป็น เธอได้เลือดพ่อแม่มาเต็มๆ เลยเป็นติ่งตัวแม่ จากนั้นก็ชี้ว่าตั้งแต่จำความได้เธอเห็นแม่คลั่งถักนิตติ้งและโครเชต์ไม่เลิก ทำให้ทั้งบ้านเต็มไปด้วยงานถักฝีมือแม่ ส่วน “ซอง กึนโฮ” ผู้เป็นพ่อก็คลั่งสะสมหินไม่ยอมเลิกรา วันๆ ไม่พูดไม่จาได้แต่นั่งหลบมุมขัดหิน แม้ไม่ตรวจดีเอ็นเอก็ฟันธงได้เลยว่าเธอเป็นลูกสาวพ่อกับแม่แน่นอน ยองซุกได้ยินแล้วอดบ่นสามีไม่ได้ที่ทำตัวเหมือนก้อนหินเข้าทุกวัน ซ้ำยังชอบเก็บหินกลับบ้าน ครั้นต๊อกมีขอตัวกลับที่พัก ยองซุกก็ขนเครื่องเคียงมาให้เป็นตั้งแล้วบอกให้เธอนำกลับไปด้วย พอต๊อกมีบ่นว่าหนักยองซุกเลยอาสาถือไปส่งที่ห้องพัก ต๊อกมีไม่อยากให้แม่ไปส่งเลยใช้ให้ “นัม อึนกี” ไปส่งตนแทน (เขาเป็นนักยูโดเจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก อายุ 33 ปีเท่ากับต๊อกมี เป็นลูกบญธรรมที่ถูกนำมาเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กดุจเป็นฝาแฝดของต๊อกมี)

อึนกีรู้ว่าต๊อกมีย้ายมาอยู่ตามลำพังเพื่อจะได้ใช้ชีวิตตามวิถีติ่งได้โดยสะดวก เขาจึงเตือนว่าถ้าแม่รู้เธอตายแน่ (เขาเรียกเธอว่า “ซองต๊อก”) ต๊อกมีเชื่อว่าแม่คงไม่ทำอะไรโหดๆ เพราะถึงยังไงเธอก็เป็นลูก แต่อึนกีจำได้แม่นว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนต๊อกมีเคยโดนแม่กล้อนผมตอนตีสองหลังถูกจับได้ว่ามัวตามไปติ่งนักร้อง ต๊อกมีรู้สึกแปลกใจที่อึนกีกดรหัสปลดล็อคประตูถูก อึนกีชี้ว่าเดาง่ายจะตาย ถ้าไม่ใช่วันเกิดชีอันก็ต้องเป็นวันที่เขาเดบิวต์ ครั้นเข้าไปในห้องมืดๆ แล้วเห็นเงาตะคุ่มๆ ตรงหน้า อึนกีก็ฟาดแขนออกไปโดยอัตโนมัติด้วยความตกใจ พอเปิดไฟแล้วพบว่าอึนกีทำสแตนดี้รูปชีอันคอหัก ต๊อกมีก็โวยลั่นและประณามว่าเขาเป็นฆาตกร หลังจัดเครื่องเคียงใส่ตู้เย็นให้ต๊อกมีแล้วอึนกีก็ขอตัวกลับ เขาเป็นห่วงเธอที่อยู่ห้องพักเพียงลำพังเลยจงใจทิ้งรองเท้าตนไว้ที่หน้าประตูเคียงคู่รองเท้าส้นสูงของต๊อกมี แล้วสวมรองเท้าสลิปเปอร์ (รองเท้าสำหรับสวมใส่ในบ้าน) กลับบ้านแทน