A Classic Horror Story: รวมรสหนังสยองขวัญลัทธิคลั่ง

A Classic Horror Story: รวมรสหนังสยองขวัญลัทธิคลั่ง นักเดินทางแปลกหน้า 5 คน, อุบัติเหตุทางรถยนต์, บ้านร้างกลางป่า, เพลงกล่อมเด็กพื้นบ้านที่เนื้อหาชวนหลอกหลอน, ลัทธิประหลาด เหล่านี้ล้วนเป็นภาพจำของหนังสยองขวัญเก่า ๆ ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเรื่องเข้าไปแล้ว ทว่าปริศนาอันดำมืดของเรื่องเล่าสยองขวัญแบบคลาสสิกนี้ก็ยังมีเสน่ห์ยั่วยวนให้ผู้ชมค้นหาคำตอบอยู่เสมอ

สำหรับเรื่องนี้เป็นคอนเทนต์จากฝั่งอิตาลี ที่มีกลิ่นแรงบันดาลใจแรงจากหนังสยองขวัญหลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะหนังฝั่งยุโรปที่ชอบเล่นเรื่องวัฒนธรรมประหลาดในหมู่บ้านห่างไกล อย่างนึกใกล้สุดก็เรื่อง ‘Midsommar’ (2019) ของ อารี แอสเตอร์ (Ari Aster) เอามาผสมผสานหนังสยองเกรดบีกระท่อมร้างกลางป่า อย่าง ‘The Evil Dead’ (1981) ของ แซม ไรมี (Sam Raimi) ซึ่งดูจะชัดเจนสุด

หนังเล่าเรื่องของนักเดินทาง 4 คน ที่เช่ารถบ้านของหนุ่มเนิร์ดหนังคนหนึ่ง เหตุผลของการเดินทางนั้นบ้างเพื่อกลับบ้าน บ้างเพื่อไปร่วมงานแต่งงาน โดยแต่ละคนก็ซ่อนบาปบางอย่างของตนเองไว้ ตามสูตรหนังสยองที่มักต้องตราบาปของตัวละครเพื่อสั่งสอนว่าคนเหล่านี้ต้องเผชิญความชั่วร้ายด้วยเหตุบาปอันใด ในที่นี้ก็เช่น การประสงค์ทำแท้งลูกที่กำลังจะเกิด หรือเคยฆ่าคนตายมา เป็นต้น

แต่ระหว่างทางอันยาวไกลนั้นอยู่ ๆ ทั้งหมดก็ประสบอุบัติเหตุรถชนเข้ากับต้นไม้ข้างทาง ทว่าเมื่อทุกคนฟื้นในเช้าวันรุ่งขึ้น จากข้างถนนไม่กี่เมตร กลายเป็นว่ารถพวกเขาไปโผล่อยู่กลางป่าขนาดใหญ่ ตรงหน้าบ้านทรงโบราณหลังหนึ่ง ที่ด้านในมีกรอบใส่รูปภาพคนสวมหน้ากากลัทธิแปลก ๆ อยู่หลายสิบรูป ซึ่งต้องบอกว่าหนังเซ็ตฉากและสถานการณ์ได้ลึกลับน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

หลังจากนั้นเรื่องราวทั้งลึกลับและชวนขวัญผวาก็เริ่มขึ้น เมื่อตัวละครสำรวจป่ารอบ ๆ และพบพิธีกรรมบางอย่างอันน่าสยดสยอง และครั้นยามค่ำคืนมาเยือนก็มีเสียงไซเรนแผดดังพร้อมแสงสปอตไลต์สีแดงทั่วบริเวณ รวมถึงร่างปริศนาตามแนวป่าที่มีจิตมุ่งร้าย อันที่คนดูจะต้องร่วมสถานการณ์เอาตัวรอดไปพร้อมตัวละครในแต่ละค่ำคืนที่พ้นผ่านไป

จุดดีของหนัง คืองานออกแบบศิลป์ต่าง ๆ ที่ลงตัว ดูพอดี ทำให้เชื่อได้ว่าเรื่องราวเหล่านี้อาจมีอยู่จริงได้ ไม่ถึงกับเมายาแฟนตาซีแบบใน ‘Midsommar’ และยังคลุมโทนมืด ๆ ได้ดีแบบไม่รกรุงรัง ใครเคยดูหนังเน็ตฟลิกซ์อีกเรื่องอย่าง ‘The Ritual’ ที่ใช้ป่าแถบสแกนดิเนเวียเป็นฉากหลัง หนังจะให้อารมณ์ประมาณนั้นแต่ดูสะอาดตากว่า

อีกจุดคือ การสร้างนิทานความเชื่อพื้นบ้านนั้น เอามาใช้ได้น่าขนลุกและน่าติดตาม มันมีทั้งความคลุมเครือไร้เหตุผลแต่สั่นประสาท การออกแบบตัวละครต่าง ๆ ทั้งฝั่งปีศาจ และตัวละครเหยื่อทำมาได้ดี มีคาแรกเตอร์แตกต่างไม่ทับกันเลย นอกจากนี้ตัวดารานำอย่าง มาทิลดา แอนนา อิงกริด ลุตซ์ (Matilda Anna Ingrid Lutz) ก็มีเสน่ห์ชวนมองมาก ทั้งการแสดงสีหน้าความกลัวความอ่อนแอเจ็บปวดของเธอ ก็ยังดูตรึงสายตา ดึงดูดให้เอาใจช่วยได้มาก

ต้องยอมรับว่าหนังสร้างพลอตได้น่าสนใจเลย แม้บางจุดจะทำให้พอเดาบางอย่างได้ แต่ในตัวพลอตใหญ่นั้นก็ถือว่าทำได้ดี น่าสนใจ ในส่วนค่อนเรื่องหลังนั้นมีความพยายามฉีกขนบของหนัง (ในเชิงล้อเลียนยั่วล้อและสรรเสริญ) อย่างที่ ‘The Cabin in the Woods’ เคยทำกับหนังอย่าง ‘The Evil Dead’ มาแล้ว แต่ในเรื่องนี้เป็นขนบหนังสยองขวัญลัทธิโบราณแทน ตรงนี้ก็ต้องชื่นชมในความสร้างสรรค์ในการนำเสนอ

หนังจึงทั้งมีความสดและไม่สด มีทั้งความสยองและไม่สยอง มีทั้งเหตุผลและไม่มีเหตุผลผสมปนเปกันไป แล้วแต่ผู้สร้างอยากจะหยิบเน้นอะไรมาใช้ เป็นการพูดยาก ว่าหนังดีหรือไม่ดีโดยไม่พูดถึงฉากจบ เพราะหนังฝากทั้งหมดทั้งมวลไว้กับการไขปริศนาลึกลับต่าง ๆ ดังนั้นใครที่ชอบวิธีการจบแบบนี้ก็อาจจะบอกว่าหนังดี ใครไม่ชอบก็คงบอกว่าหนังพอดูได้ เพราะในแง่หนึ่งโปรดักชันของหนังนั้นทำได้ไม่แย่เลย

ถ้าถามส่วนตัวคือรับได้กับวิธีจบ แม้จะไม่ใหม่มากเราเห็นทั้งหนังเกรดเอและเกรดบีต่างใช้วิธีจบแบบนี้มาแล้วทั้งนั้น แต่ที่หนังขาดไปอย่างน่าติติง คือความอิ่ม ความสะใจของผู้ชม ที่หนังอุตส่าห์ปูมาดีขนาดนี้ แต่กลับสรุปจบได้บ้าคลั่งน้อยกว่าที่ควรเป็นไปมาก (หรืออยากเก็บไว้ทำภาค 2 ก็ไม่แน่ใจนัก)

แต่ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้ช่วยลบคำครหาว่า เน็ตฟลิกซ์ออริจินัลขาดแคลนหนังสยองขวัญดี ๆ ได้ไหม ก็คงบอกว่ายังไม่ช่วย เหมือนน้ำตาลช้อนเดียวไม่ได้เปลี่ยนน้ำทะเลได้ฉันใดก็ฉันนั้น แต่นาน ๆ เจอน้ำตาลรสชาติดีกว่ามาตรฐานน้ำทะเล เราก็อยากแนะนำให้ชิมอยู่เหมือนกัน