หนังใหม่ : The Silver Skates (สเก็ตสีเงิน)

เว็บหวยออนไลน์

หนังใหม่ : The Silver Skates (สเก็ตสีเงิน) ภาพยนตร์โรแมนติกผจญภัยย้อนยุคฟอร์มยักษ์จากประเทศรัสเซีย กำกับโดย ไมเคิล ล็อกชิน ผู้กำกับชาวรัสเซียที่ก้าวมากำกับภาพยนตร์ยาวเป็นครั้งแรก และได้มือเขียนบทภาพยนตร์รัสเซียที่ผมไม่รู้จักมากมายอย่าง โรมัน คานเตอร์ โดยหยิบนำเอาแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากวรรณกรรมเรื่อง โรเมโอ และ จูเลียต และสร้างจากวรรณกรรมอเมริกันเรื่อง Hans Brinker, or The Silver Skates

เนื้อเรื่องอยู่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในประเทศรัสเซีย ในช่วงจักรวรรดิรัสเซียปลายศตวรรษที่ 19 ที่ความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์เริ่มเข้ามาอย่างแพร่หลาย ชายหญิงสองคนที่ต่างฐานะได้มาพบรักและก่อเกิดเป็นเรื่องราวการเผชิญหน้าทางชนชั้นพร้อมกับการละเล่นสเก็ตน้ำแข็งในเมืองหิมะแห่งนี้ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์เปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์ Moscow International Film Festival ครั้งที่ 42 ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในรัสเซียแบบจำกัดโรง เนื่องจากสภาวะโควิดระบาดในเดือนธันวาคม แต่ทว่าหนังกลับทำรายได้เปิดตัวสูงกว่า 100 ล้านเหรียญรูเบียในสัปดาห์แรกที่เข้าฉาย และทำเงินสกุลของรัสเซียรวมไปได้ถึง 490 ล้านเหรียญรูเบิล (6.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 212 ล้านบาท) แม้จะขาดทุนจากทุนสร้าง 500 ล้านเหรียญรูเบิล (6.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 216 ล้านบาท) ท่ามกลางสภาวะการกักตัวของรัสเซียหนังกลับทำรายได้เกือบคืนทุน พร้อมคำวิจารณ์ที่เป็นไปในแง่บวก และเข้าชิงรางวัลมากมายจากรัสเซีย ก่อนที่เน็ตฟลิกซ์จะซื้อมาฉายในสตรีมมิ่ง กลายเป็นภาพยนตร์รัสเซียเรื่องแรกของเน็ตฟลิกซ์

เรื่องราวของภาพยนตร์ บอกเล่าถึงเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัสเซียในปี 1899 ช่วงคริสต์มาสอีฟ มัตเวย์คือชายหนุ่มยากไร้ผู้ขยันขันแข็งและมีความสามารถด้านสเก็ตน้ำแข็งจากพ่อที่ป่วย โดยได้รับการสืบทอดเชื้อสายมาจากฮอลแลนด์ และเขาได้ใช้มันในการทำอาชีพอย่างสุจริต แต่ทว่า โชคดูจะไม่เข้าข้างมัตเวย์เพราะทุกครั้ง เขาก็มักจะถูกกดขี่โดยเจ้านายจนต้องออกจากงาน แต่แล้วเขาก็ได้พบกับอเล็กซ์ ชายหนุ่มปริศนาที่ชักชวนเขาเข้าสู่วงการโจรล้วงกระเป๋าติดสเก็ตน้ำแข็ง คอยสเก็ตปล้นเหล่าคนรวยที่ขูดรีดแรงงานอย่างไม่เป็นธรรมและใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นดูแลครอบครัวตัวเอง และด้วยความจำเป็น มัตเวย์จึงได้ยอมเอาตัวเองเข้าไปในกองโจรล้วงกระเป๋าและได้พบมิตรภาพใหม่ ๆ ที่เขาไม่เคยได้สัมผัส และทำให้เขาได้พบกับ อลิซา หญิงสาวลูกสาวขุนนางชั้นสูงของเมืองที่มีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาต่อในโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของพ่อและแม่เลี้ยงที่หัวโบราณ ที่ไม่เชื่อในเรื่องเหล่านี้ มิหนำซ้ำเธอยังเตรียมจะถูกคลุมถุงชนกับเจ้านายผู้สูงศักดิ์ที่ตกหลุมรักเธอและหมายมั่นที่จะครอบครองเธอ ในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่าน ความรักของหนุ่มสาวต่างชนชั้นเริ่มเบ่งบานพร้อมการผจญภัยสุดอัศจรรย์ใจ แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ความรักบางครั้งมันก็ต้องแลกมาด้วยอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้

การเล่าเรื่องนั้นมีความหลากหลาย แบ่งออกเป็นช่วงของตัวละคร ไม่ได้โฟกัสแค่ตัวละครใด ตัวละครนึง ซึ่งแต่ละตัวละครก็จะมีบทบาทและมุมมองต่อสังคมที่ต่างกันและมีสิ่งที่คาดหวังเป็นของตัวเอง โดยิอ่านเรื่องราวเผิน ๆ ก็คงต้องคิดแล้วใช่มั้ยครับว่า พล็อตมันสูตรสำเร็จหนังรักต่างชนชั้นชัด ๆ แต่ขอเบรกไว้ก่อนเลย เพราะถึงหน้าหนังจะดูเป็นหนังรักเปิดเรื่องดูได้เรื่อย ๆ หนังจะเริ่มสอดแทรกเรื่องของการเมืองเข้ามาเป็นระยะ ๆ ซึ่งมาช่วยขับเคลื่อนเรื่องได้อย่างดี ด้วยความที่มันเป็นหนังรักย้อนยุคที่มีความยาวสองชั่วโมงกว่ามันจึงต้องใช้เวลาค่อย ๆ ปูเรื่องพอสมควร ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ถามว่าการปูเรื่องแบบนี้มันน่าเบื่อมั้ย ส่วนตัวมองว่าไม่ เพราะมันช่วยให้เราเข้าใจตัวละคร เข้าใจจุดมุ่งหมายและสิ่งที่ตัวละครนั้นเป็นอยู่ ทำให้เรารู้ว่ากว่าตัวละครต่าง ๆ จะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะกลายเป็นจุดสำคัญของเรื่องที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความวุ่นวายที่ก่อตั้งจากความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละคน ซึ่งแม้จะมีตัวละครมัตเวย์กับอลิซ่า แต่ตัวละครอื่นก็มีเสน่ห์พอที่เราจะให้ความสนใจไม่แพ้ตัวละครหลักเลย

พูดถึงตัวละครหลักอย่างมัตเวย์ เขาก็ไม่ได้เป็นแค่ผู้ชายที่อยากจะหาเงินเลี้ยงครอบครัวด้วยสเก็ตน้ำแข็ง แต่เขาก็อยากจะเข้าใจเรื่องของความสุข และตั้งคำถามกับสังคมและชนชั้นที่ตัวเองกำลังพบเจออยู่ พร้อม ๆ กับความรักที่ก่อตัวจากความบังเอิญ อลิซ่า ตัวแทนของหญิงสาวที่เริ่มตั้งคำถามกับสังคมถึงสิทธิและเสรีภาพของตัวเองมากกว่าแต่งตัวสวย เข้าสังคมตามครอบครัวไปวัน ๆ จากการที่ตัวเองเป็นผู้หญิงแต่ไม่ได้รับความสนใจ ทั้งยังต้องแต่งงานกับชายชั้นสูง เพราะครอบครัวยังเชื่อว่าผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องใด ๆ และควรสนใจแต่เรื่องของตัวเอง จนเธอได้พบกับคนที่เธอรักและเธอพร้อมที่จะเรียนรู้ ต่อสู้

เพื่อที่จะเข้าใจความแตกต่างทางสังคมไปพร้อม ๆ กัน เคาท์หนุ่มผู้รูปงามผู้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ต้องการจะคว้าใจของอลิซ่าโดยไม่ถามความสมัครใจจากเธอ เขาเชื่อมั่นในเสรีนิยม แต่ก็ยังมองว่าคนที่ทำผิดกฏหมายสมควรได้รับโทษอย่างสาสม และความรู้สึกนั้นผลักดันให้เขาทำสิ่งที่เลวร้ายเกินกว่าที่ใครจะให้อภัย อเล็กซ์ ชายหนุ่มจอมสำราญและเจ้าเล่ห์ผู้ที่เชื่อมั่นว่าสิ่งที่คนชนชั้นสูงมีคือการกดขี่ชนชั้นที่ด้อยกว่า และมองว่าชนชั้นสูงนั้นคือปัญหาที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งตัวละครอเล็กซ์นี้ถือเป็นตัวละครสำคัญที่ขโมยซีนและเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้เรื่องราวมีความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมันไประเบิดสุด ๆ ในช่วงท้าย นอกจากนี้ยังมีตัวละครทั้งฝ่ายคนรวยและคนจนต่างมีเสน่ห์มากกว่าความหล่อสวย แต่คือการแสดงออก ท่าทาง คำพูด และกิริยาที่ทำให้ตัวละครนั้น ๆ ดูพิเศษและมีอะไรมากกว่าคนทั่วไป

สเก็ตน้ำแข็งในภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกได้ว่าโดดเด่นมาก ๆ เพราะถูกตั้งเป็นชื่อหนังเลยทีเดียว มันเป็นกีฬาที่ดูเผิน ๆ จะไม่มีประโยชน์ในฉากแอ็คชั่น แต่ใครจะไปคิดล่ะว่ามันจะสามารถสร้างฉากการไล่ล่าและการต่อสู้ที่มีท่วงท่าและลีลาที่งดงาม ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่กว่าหนังเรื่องอื่นตรงที่ตัวเอกจะใช้เท้าวิ่ง หรือยานพาหนะ แต่นี่ไถลพื้นน้ำแข็งหนีศัตรู ว้าว แล้วหนีอย่างพริ้วด้วยนะ โดยสเก็ตน้ำแข็งถือเป็นหัวใจหลักสำคัญของเรื่องเลยก็ว่าได้ เพราะมันใช้บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของความสามารถตัวเอกจนตัวเอกสามารถใช้สเก็ตในการทำอาชีพต่าง ๆ รวมไปถึงการต่อสู้ที่ไม่ได้เป็นการต่อสู้จริง ๆ แต่เป็นการหลบหลีกที่ได้รับการปลูกฝังมาจากเพื่อนในแก๊งโจรล้วงกระเป๋า เพราะศัตรูที่เขาต้องเจอ ล้วนแต่ชำนาญด้านสเก็ตน้ำแข็งไม่น้อยหน้ากว่าเขาเลย

กลายเป็นอะไรที่ดูทึ่งดี เพราะมันดันสามารถเอามาประยุกต์ใช้ในภาพยนตร์ได้อย่างลงตัว ยิ่งช่วงที่ไถลสเก็ตคือทั้งลุ้น ทั้งตื่นเต้น มีท่าต่าง ๆ ให้ว้าวเยอะมาก หมุนตัว กระโดด ตีลังกา ปีนป่ายที่สูง หรือแม้แต่สไลด์ผ่านสิ่งกีดขวาง ยังกับเกม ถือว่าเขาใช้สเก็ตน้ำแข็งคุ้มมาก แต่มันไม่ใช่หนังกีฬาสเก็ตน้ำแข็ง มันเป็นหนังไล่ล่าที่ใช้สเก็ตเป็นหลัก และมันก็ทำได้ดีมาก ๆ จนน่าชื่นชมเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีฉากหลังของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่ถูกจำลองในสมัยนั้นออกมาได้อย่างมีมนต์เสน่ห์ ท่ามกลางแสงสีและสีขาวของหิมะที่ตระการตาดูแล้วก็แอบอิจฉาคนที่นั่นมาก ๆ เขาดูใช้ชีวิตอยู่กับอากาศหนาวจนชินไปแล้ว ยิ่งเห็นงานเทศกาลหิมะบนแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งเพราะอุณหภูมิต่ำก็ยิ่งรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับมัน ชุดคอสตูมเรียกได้ว่าออกแบบได้อย่างมีระดับและเข้ากับภาพยนตร์และโดดเด่นในทุก ๆ ฉาก แม้แต่ชุดของคนจนกลับมีกิมมิคที่น่าสนใจที่คนรวยไม่มี มันคืออะไร ลองไปดูในหนังนะ

รีวิว The Silver Skates หนังรักสเก็ตน้ำแข็งสุดตื่นตาจากประเทศรัสเซีย (ไม่สปอยล์) 3

หนังตัดระหว่างชีวิตคนรวยกับคนจนออกมาได้เห็นเป็นความแตกต่างทางชนชั้น คนรวยมีหน้ามีตามีทรัพย์สินมีทุกอย่าง แต่ก็ยังต้องการไม่สิ้นสุด มีการจัดงานเลี้ยงเชิดชูเกียรติของตัวเอง ดื่มกินอย่างสุขสำราญกันในเฉพาะชนชั้น ในขณะที่คนจนนั้นต้องออกหาทำงานทุกวิถีทางเพื่อจะได้อยู่อย่างไม่อดตาย แต่พวกเขาก็มีความสุขในแบบขมขื่น เข้าผับเข้าบาร์ ดื่มเหล้าจนเมามาย ใช้เงินไปกับทุกสิ่งที่หามาได้ ซึ่งถูกตัดออกมาทั้งในแง่ของฉากตลก และ ฉากดราม่าที่เข้ามาในเรื่อง มีการถกเถียงและตั้งคำถามเรื่องความเป็นคนดี สิทธิสตรี วิทยาศาสตร์ในยุคเปลี่ยนผ่าน สิทธิและอิสรภาพ การจิกกัดชนชั้นสูงและทุนนิยม ความหลากหลายและการต่อสู้ของชนชั้นทางสังคมด้วยบทพูดจากตัวละครสุดจิ๊ด เรียกได้ว่าใครสายการเมืองจะชอบมากเป็นพิเศษ แต่ถ้าใครที่คาดหวังจะได้เห็นเนื้อเรื่องการผจญภัยสนุก ๆ รัก ๆ ใคร่ ๆ นี่อาจจะทำให้เบื่อได้ เพราะรายละเอียดมันเยอะมาก

จนคิดว่าที่คนจะไม่ชอบเพราะบทน่าเบื่อ เพราะความที่มันสอดแทรกการเมืองเยอะมาก ทั้งที่หน้าหนังเป็นหนังรักโรแมนติกผจญภัยซึ่งถ้าเปิดดูในฮอลลีวู้ดคงไม่ได้เห็นพูดเรื่องการเมืองแบบนี้แน่ ๆ แต่นี่เป็นหนังรัสเซีย เพราะฉะนั้นมันทำได้ และที่สำคัญบทพูดมันแอบทันสมัยนิด ๆ ฉากซึ้งดราม่าความสัมพันธ์ของครอบครัวและคนรอบตัวก็มีมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ และถูกขยี้ออกมาอย่างเข้มข้น ในส่วนของความโรแมนติกก็เช่นกัน มันถูกนิยามด้วยคำว่า ชนชั้นสำคัญมากแค่ไหนต่อความรัก มีฉากที่ทั้งตัวละครหนุ่มสาวเล่นสเก็ต เล่นสนุก เสแสร้งเป็นคนอื่น พบเจอปัญหาใหญ่ที่ทั้งคู่ต้องร่วมฝ่าฟัน ตกหลุมรัก และมีความสัมพันธ์ที่แสนลึกซึ้ง ซึ่งเคมีของพระนางก็เข้ากันมาก ทำให้เชื่อว่าทั้งคู่ตกหลุมรักกันได้ภายในไม่กี่วัน แต่ไม่ใช่เรื่องตลกหรือแปลก ต้องจ่อหัวว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีฉากรุนแรงเลือดสาดอะไร แต่มีฉากเซ็กส์และฉากโป๊เปลือยอยู่บ้าง เพราะงั้นก็ระวังบุตรหลานหน่อย

ในด้านโปรดักชั่น คือระดับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของรัสเซียกว่า 500 ล้านเหรียญรูเบิล แต่ทุนต่ำมากสำหรับฮอลลีวู้ด (6.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 216 ล้านบาท) จัดเต็มตั้งแต่การเซ็ตฉากเมืองให้ใกล้เคียงกับยุค 1899 ทั้งตึกราบ้านช่อง รถม้า แม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งถูกเซ็ตให้เป็นไปตามประวัติศาสตร์ มุมกล้องและภาพซินีมาติกที่ทำให้เข้าใจว่าทำไมหนังถึงได้ฉายใน IMAX 3D เพราะมันให้อารมณ์เหมือนกำลังเล่นเกมหนึ่งเลยทีเดียว การเซ็ตฉากงานเต้นรำให้หรูหราและอู้หูฟู่ฟ่า การรวบรวมนักแสดงนับร้อยมารวมตัวกันในฉากใหญ่ ไหนจะเรื่องของการเล่นกับการสโลว์โมชั่นเวลาตัวละครทำอะไรได้จังหวะจนแอบยืด ๆ บ้าง

มุมกล้องของหนังก็มีท่วงท่า ยิ่งตอนฉากแอ็คชั่นคือสรรหามาใช้กับฉากไล่ล่าอย่างเมามันส์หรือฉากดราม่าที่บีบคั้นแล้วบีบคั้นอีกเหมือนกลัวว่าจะไม่อิน แต่ก็แอบเวอร์อยู่บ้าง ให้อภัยได้แหละ เพราะมันสนุกจริง ๆ ฉากเหล่านี้ ในส่วนของนักแสดง รู้สึกว่าทุกคนจะทำหน้าที่ได้ดีหมด จะมีดร็อปหน่อยก็คงเป็นตัวละครเอกที่แอบแข็งแปลก ๆ แบบเห็นได้ชัดเลยว่าแข็งกว่าคนอื่น ๆ แต่ก็สามารถแบกหนังจนจบเรื่องได้ เรื่องเพลงประกอบไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่ารวบรวมบทเพลงดนตรีคลาสสิกบรรเลงใหม่ผ่านวงออร์เครสต้าเต็มที่ เช่น Claire De Lune เพลงคลาสสิกยอดนิยมโดย Claude Debussy ที่ยิ่งเพิ่มให้คะแนนกับหนังเพราะมันทำหน้าที่สื่อความสัมพันธ์ของตัวละครได้อย่างงดงาม ส่วนเพลงที่เหลือผมขอให้ไปดูเอาเอง แต่มันเข้ากับฉากมาก ๆ ทั้งยังเป็นอะไรที่ลงตัวกับสถานการณ์และยุคสมัยจริง ๆ ใครเป็นสายฟังดนตรีคลาสสิกเต็มอิ่มแน่นอน

สรุป The Silver Skates

ชอบมาก แปลกใจจริง ๆ ที่ฉายแค่ในประเทศรัสเซียกับโรงไม่กี่โรงทั่วโลก คุณภาพมันดีเกินกว่าจะมาเป็นที่รู้จักจากเน็ตฟลิกซ์ แม้เรื่องราวในหนังจะเป็นสูตรสำเร็จ แต่เป็นภาพยนตร์รัสเซียโรแมนติกสอดแทรกการเมืองสุดเข้มข้น ตั้งคำถามเกี่ยวกับสังคม สิทธิสตรี ความเท่าเทียมในสังคม เรื่องการศึกษา เรื่องความเชื่อ การเมือง ความสัมพันธ์และเกียรติของตัวละครหลัก มากกว่าแค่เรื่องของฐานะรวยหรือจน ความแปลกใหม่ของการเล่นสเก็ตในการต่อสู้และฉากหิมะสุดตระการตา ตัวละครมีเสน่ห์มาก หน้าตาเข้ากับบทบาท หล่อสวยกับสมจริงอย่างพอดี และมีประเด็นและมุมมองหลายอย่างให้ติดตาม แม้หนังจะยาวไปหน่อยจนอาจทำให้แอบรู้สึกเบื่อ

แต่เรื่องขององค์ประกอบงานสร้างเทียบได้ในระดับน้อง ๆ ฮอลลีวู้ดเลย ด้วยเครื่องแต่งกายที่จัดเต็ม ด้วยมุมกล้อง การนำเสนอเรื่องราวยุคเก่าที่แสนจะทันสมัย รสชาติที่ไม่หวานเลี่ยนแค่ความรักของชายหญิง แฉากดราม่าน้ำตาร่วงที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว และดนตรีคลาสสิกของยุโรปสุดตราตรึง เชื่อว่ามันจะเข้าถึงคนทั่วไปได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีแผลอยู่บ้างก็ตาม ก็ถือเป็นหนังนอกกระแสของเน็ตฟลิกซ์ที่ทุกคนควรได้ลองเปิดดูสักครั้งนะครับ