วิหค นครา (Novoland: The Castle in the Sky)

วิหค นครา (Novoland: The Castle in the Sky) ละคร “วิหค นครา (Novoland: The Castle in the Sky)” นำเสนอเรื่องราวของโลกสมมุติยุคโบราณที่มีชื่อว่า “จิ่วโจว” (Novoland) ซึ่งในยุคนั้นมนุษย์แบ่งออกเป็นหลายเผ่าพันธุ์ โดยละครเน้นนำเสนอเรื่องราวของสองชนเผ่าคือ “ชนเผ่าเหริน” (มนุษย์) ซึ่งมีประชากรมากที่สุด กับ “ชนเผ่าอวี่” (มนุษย์มีปีก) ซึ่งเร้นกายอยู่บนยอดเขากูเซ่อ

เนื่องจากชนชั้นสูงเผ่าอวี่สามารถกางปีกบินได้จึงได้รับการยกย่องเสมือนเป็นเทพ ขณะเดียวกันก็เป็นที่อิจฉาของชนเผ่าอื่นๆ หลังชนเผ่าเหรินและชนเผ่าอวี่อยู่ร่วมกันอย่างสันติมานานนับศตวรรษ กลับมีคนบางกลุ่มต้องการเป็นใหญ่หมายครอบครองแผ่นดินทั้งหมด จึงแอบพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงอย่างลับๆ และนั่นก็ทำให้สงครามระหว่างสองชนเผ่าใกล้ปะทุขึ้นเต็มที

“หลานโจว” หนึ่งในดินแดนที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของจิ่วโจว (และมีสภาพอากาศหนาวเย็น ฤดูหนาวกินเวลายาวนานถึง 5 เดือน) เป็นถิ่นอาศัยของชนเผ่าอวี่ (มนุษย์มีปีก) และเผ่าเหริน (มนุษย์) เมื่อร้อยปีก่อนชนเผ่าทั้งสองต่างเปิดศึกรบรากันอย่างไม่รู้จักจบสิ้นจนแผ่นดินหลานโจวลุกเป็นไฟ ส่งผลให้ประชาชนของทั้งสองเผ่ามีชีวิตที่ลำบากยากแค้น ในที่สุดราชาของเผ่าอวี่และเผ่าเหรินจึงร่วมลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก โดยมีเงื่อนไขว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องรักษาสมดุลแห่งอำนาจเพื่อให้สันติภาพในหลานโจวดำรงอยู่ต่อไปเป็นเวลาหนึ่งศตวรรษ

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งของชนเผ่าเหริน “รุ่ยจู๋” (เผ่าเหริน) ภรรยาของปรมาจารย์ด้านกลไกนามว่า “จีซู” (เผ่าอวี่) กำลังเจ็บท้องใกล้คลอดเต็มทน จีซูจึงยืนลุ้นด้วยความเป็นห่วงบริเวณหน้าบ้าน ระหว่างนั้นมีทหารกลุ่มหนึ่งควบม้าฝ่าหิมะตรงมาที่กระท่อมของทั้งคู่แล้วระดมยิงธนูใส่จีซูทันที จีซูจึงตอบโต้ด้วยกลไกซ่อนอาวุธลับ ที่แท้ “ไป๋เสวี่ย” ราชินีของเผ่าเหริน (และอดีตคนรักของจีซู) นำกำลังบุกมาล้างแค้นที่โดนจีซูหักหลัง ในขณะที่จีซูและไป๋เสวี่ยกำลังเผชิญหน้ากันได้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นบนท้องฟ้า (มีดอกไม้ร่วงลงมาเหนือกระท่อม) ไม่นานก็มีเสียงเด็กร้องไห้จ้าดังมาจากในบ้าน ปรากฏว่ารุ่ยจู๋คลอดลูกสาวที่มีปานรูปร่างประหลาดหลังใบหู ไป๋เสวี่ยได้ยินเสียงเด็กร้องก็ยิ่งโกรธแค้นจึงเริ่มจู่โจมจีซูอีกครั้ง หลังถูกไป๋เสวี่ยและทหารรุมเล่นงาน จีซูก็เป็นฝ่ายพลาดพลั้งและโดนฟันเข้าที่แขน รุ่ยจู๋จึงซัดอาวุธลับใส่ทหารในสภาพอ่อนแรงและยังคงอุ้มลูกน้อยไว้แนบอก

สองสามีภรรยาพยายามพาลูกน้อยหลบหนีการไล่ล่าแต่กลับจนมุมที่ริมหน้าผา เมื่อไป๋เสวี่ยบอกให้ทั้งคู่ส่งเด็กมาให้ตน รุ่ยจู๋จึงสงสัยว่าราชินีของเผ่าตนมาที่นี่เพราะสามีหรือลูกน้อยของตนกันแน่ เธอชี้ว่าที่ผ่านมาสามีของตนไม่เคยลืมไป๋เสวี่ยเลย แต่เนื่องจากไป๋เสวี่ยเป็นหญิงสูงศักดิ์สามีของตนจึงไม่คิดอาจเอื้อม และนั่นก็ทำให้เขาจำใจมาใช้ชีวิตกับหญิงชาวบ้านอย่างตน แต่ไป๋เสวี่ยไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจำใจเพราะทั้งคู่อยู่กินจนมีลูกด้วยกัน จีซูแย้งว่าอธิบายไปก็ไม่ประโยชน์เพราะเขารู้นิสัยของไป๋เสวี่ยดีกว่าใคร หากวันนี้นางไม่ได้ตัวเด็กไม่มีทางรามือแน่ ไป๋เสวี่ยสั่งให้ทหารชิงตัวเด็กมาให้ได้ จีซูพยายามปกป้องลูกน้อยและภรรยาแต่รุ่ยจู๋ก็ถูกไป๋เสวี่ยสังหารจนได้ เขาไม่ต้องการให้ลูกน้อยตกอยู่ในมือของไป๋เสวี่ยจึงอุ้มลูกกระโดดลงจากหน้าผา ไป๋เสวี่ยเห็นดังนั้นก็ยิ่งแค้นจึงสั่งให้ทหารตามหาตัว (หรือศพ) สองพ่อลูก

จีซูซึ่งอยู่ในสภาพบอบช้ำอุ้มลูกน้อยไปขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโส “ซิงกู่เสวียน” (อาจารย์ของจีซู) ที่ “ตำหนักซิงเฉิน” (หรือ “ตำหนักดารา” ซึ่งเป็นสถานศึกษาสำหรับชนชั้นสูงเผ่าเหรินและเผ่าอวี่ ทั้งยังมีหน้าที่ไกล่เกลี่ยและพิทักษ์สันติภาพระหว่างสองชนเผ่า) ผู้อาวุโสซิงกู่เสวียนกล่าวว่าดอกไม้เทพ “ซิงหลิว” (ซิงหลิวฮัวเสิน) จะตกลงมายังโลกมนุษย์เพียงหนึ่งครั้งในรอบร้อยปี ละอองเกสรของดอกไม้เทพซิงหลิวจะทำให้ชนชั้นสูงเผ่าอวี่ที่โตเต็มวัยสามารถกางปีกบินได้ แม้แต่ไป๋เสวี่ยซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดายังปรารถนาดอกไม้เทพเช่นกัน นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้ดอกไม้เทพซิงหลิวจะลงมาจุติในตัวลูกสาวของจีซูกับรุ่ยจู๋ จีซูขอให้ผู้อาวุโสช่วยรับลูกน้อยของตนไปอยู่ในความดูแล แต่ผู้อาวุโสซิงกู่เสวียนไม่อาจทำเช่นนั้นได้เนื่องจากตำหนักซิงเฉินต้องวางตัวเป็นกลางจึงไม่อาจเข้าไปแทรกแซง มิเช่นนั้นอาจเกิดความขัดแย้งระหว่างสองชนเผ่าขึ้นอีกครั้ง จีซูต้องการปกป้องลูกและอยากให้ลูกน้อยเติบใหญ่ในโลกมนุษย์อย่างปลอดภัยจึงขอให้อาจารย์แบ่งยาซิวหลัวตานให้ตน เพราะเขาได้ยินมาว่าหากกินซิวหลัวตานแล้วรูปร่างหน้าตาจะเปลี่ยนไป

ลูกสาวจีซูเติบใหญ่เป็นสาวสะพรั่งและใสซื่อ ชื่อของเธอคือ “อี้ฝูหลิง” เธอเป็นคนรักของรัชทายาทเผ่าเหริน “ไป๋ถิงจวิน” (ลูกชายไป๋เสวี่ย) ทั้งคู่ไม่ได้พบหน้ากันนานสองปีนับตั้งแต่ถิงจวินเดินทางไปศึกษาที่ตำหนักซิงเฉิน แต่ยังคงติดต่อกันผ่านทางผีเสื้อสื่อสาร ถิงจวินฝากข้อความมาบอกเธอว่าเขาไม่สามารถกลับมาฉลองวันเกิดเธอได้อีกตามเคย โดยอ้างว่าตนเองเรียนหนักแถมตำหนักซิงเฉินยังอยู่ห่างไกล ฝูหลิงขอ “ลูกปัดสีแดง” (แทนความรัก) เป็นของขวัญเกิด แต่ถิงจวินกลับส่งมีดสั้นมาให้เธอพกไว้ป้องกันตัวแทน ฝูหลิงจึงรู้สึกผิดหวัง

ณ ตำหนักซิงเฉิน เหล่านักเรียนจากสองชนเผ่าต่างมารวมตัวกันเพื่อทำพิธีอธิษฐานหน้าโคมเจ็ดดาว หมายให้สันติสุขในหลานโจวดำรงอยู่ต่อไป หัวหน้าตำหนักซิงเฉิน “ซิงอิ้นฉือ” ให้แต่ละเผ่าส่งตัวแทนมาประลองโดยผู้ชนะจะได้รับเกียรติให้จุดโคมไฟศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตัวแทนของชนเผ่าเหรินคือองค์ชายรัชทายาทไป๋ถิงจวิน ส่วนตัวแทนของเผ่าอวี่คือราชา “เฟิงเทียนอี้” เทียนอี้แย้งว่าในเมื่อพวกตนต่างต้องการปกป้องสันติสุขระหว่างสองชนเผ่า แล้วเหตุใดอาจารย์ถึงอยากให้พวกตนสู้กัน เขาไม่คิดว่าการเตะต่อยกันต่อหน้าผู้คนเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ และชี้ว่าหากราชาเผ่าอวี่กับรัชทายาทเผ่าเหรินจำเป็นต้องสู้กันก็ควรทำในสนามรบ เทียนอี้เสนอให้ถิงจวินเป็นคนจุดตะเกียงโดยให้เหตุผลว่าหลายปีที่ผ่านมาผู้ได้รับเกียรติให้จุดโคมไฟศักดิ์สิทธิ์มักเป็นศิษย์ดีเด่นของตำหนักซิงเฉิน และคนๆ นั้นก็คือรัชทายาทไป๋ถิงจวิน

ถิงจวินสงสัยว่าเทียนอี้ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตนอาจมีแผนการบางอย่างแอบแฝงแต่เขาไม่อาจขัดคำสั่งอาจารย์ได้ หลังทุกอย่างเป็นไปตามแผนเทียนอี้แอบขยิบตาให้คนของตน ขณะที่ถิงจวินจุดตะเกียง อยู่ๆ โซ่ที่คล้องโคมไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ขาดผึงทำให้ถิงจวินและโคมเจ็ดดาวร่วงลงมาท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน ก่อนที่โคมเจ็ดดาวจะตกลงสู่พื้นเทียนอี้รีบใช้แส้ของตนพยุงโคมด้านหนึ่งเอาไว้ ขณะที่ถิงจวินเองก็ประคองอีกด้านเช่นกัน เทียนอี้ชี้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะถิงจวินไม่คู่ควรสวรรค์เลยไม่ยอมรับ และกล่าวว่าทั้งหมดเป็นความผิดของตนที่ยอมประนีประนอมจึงขอให้อาจารย์ลงโทษตน อิ้นฉือรู้ว่าเทียนอี้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดจึงเตือนว่าแม้เทียนอี้จะเป็นราชาเผ่าอวี่ แต่สำหรับที่นี่แล้วเขาเป็นเพียงนักเรียนธรรมดา จากนั้นก็เผยภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทุกคนดู (ลักษณะเหมือนเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดผ่านกระจกวิเศษ) ที่แท้คนของเทียนอี้แอบเลื่อยโซ่เอาไว้ก่อนแล้ว เมื่อจำนนต่อหลักฐานบรรดาศิษย์จากเผ่าอวี่ที่เป็นผู้ร่วมขบวนการจึงพากันคุกเข่าขอรับโทษ

ฝูหลิงอดทนรอต่อไปไม่ไหวจึงตัดสินใจเดินทางไปหาถิงจวินที่ตำหนักซิงเฉิน ขณะเดินสวนกันเทียนอี้ตำหนิถิงจวินที่ไม่ยอมแสดงความเคารพราชาเผ่าอวี่อย่างตน ถิงจวินแย้งว่าถึงตนตำแหน่งด้อยกว่าแต่ก็เป็นรัชทายาทของเผ่าเหรินจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ในนาม (เขาว่าเทียนอี้เป็นราชาเผ่าอวี่แค่ในนาม) เทียนอี้กล่าวด้วยความแค้นว่าหากอิ้นฉือไม่เข้ามาขวางป่านนี้ถิงจวินคงได้ชื่อว่าเป็นคนทำลายสันติภาพระหว่างสองชนเผ่าไปแล้ว ถิงจวินเย้ยว่าต่อให้อาจารย์ไม่เปิดโปงเทียนอี้ เขาก็ไม่มีศักยภาพและอำนาจที่จะเป็นตัวแทนเผ่าอวี่ในการเปิดศึกกับเผ่าตน ถ้าขืนทำเช่นนั้นมีแต่จะพาคนไปตาย พูดจบถิงจวินก็ยิ้มเยาะและก้มศีรษะให้เทียนอี้อย่างเสียไม่ได้

เนื่องจากตำหนักซิงเฉินตั้งอยู่บนเขาสูงและมีเวรยามแน่นหนา ฝูหลิงจึงต้องแอบไต่เขาขึ้นไปโดยมีเพียงเชือกเส้นเล็กๆ เป็นตัวช่วย แต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีหิมะยังตกหนักซ้ำยังเป็นผาหินสูงชันทำให้การปีนขึ้นไปไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงกระนั้นฝูหลิงก็ยังไม่ยอมถอดใจ ในที่สุดเชือกก็ถูกหินบาดจนขาดวิ่นทำให้ฝูหลิงร่วงลงไปทางด้านล่าง บังเอิญว่าในตอนนั้นเทียนอี้กำลังครุ่นคิดหาทางเข้าไปในฝูอวี้หลิ่งซึ่งมีสัตว์ประหลาดในตำนาน (หุ่นเกราะเหยียนเหอ) คอยปกป้อง ครั้นได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างตกลงมาทางด้านหลัง เขาก็หันไปดูและพบเด็กสาวคนหนึ่งนอนจุกอยู่บนพื้น

ฝูหลิงเห็นเทียนอี้แล้วถึงกับหลุดปากชมว่าเขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม เทียนอี้จึงยื่นหน้าเข้าไปถามว่าเธอเป็นใคร ฝูหลิงได้ยินเสียงศิษย์ตำหนักซิงเฉินที่กำลังออกตามหาผู้บุกรุก จึงรีบลุกขึ้นแล้วพยายามมองหาสถานที่หลบซ่อนตัว เทียนอี้เห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้จึงถามว่าเธอมองหาอะไร ฝูหลิงถามกลับว่าไม่เคยอ่านนิยายหรือไง เธอชี้ว่าหญิงงามอย่างเธอมักเจอถ้ำหรืออะไรบางอย่างที่สามารถหลบซ่อนตัวก่อนถูกจับอย่างฉิวเฉียด พูดจบฝูหลิงก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าเธอควรพึ่งตนเองแทนที่จะหวังพึ่งถ้ำ เธอเห็นเทียนอี้สวมเสื้อผ้าราคาแพงจึงสันนิษฐานว่าเขาน่าจะมีตำแหน่งใหญ่ในตำหนักซิงเฉิน หลังหลอกให้เทียนอี้เดินเข้ามาใกล้ๆ ฝูหลิงก็จ่อมีดสั้นไปที่ลำคอของเขาหมายจับเป็นตัวประกัน เทียนอี้ถามอย่างไม่สะทกสะท้านว่าเธอคิดจะทำอะไร ฝูหลิงตอบว่าเธอจะหนีรอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับเขา พอรู้ว่าเทียนอี้คิดจะช่วยเธอตั้งแต่แรกแล้ว ฝูหลิงก็โวยว่าทำไมไม่บอกเร็วกว่านี้ เทียนอี้แย้งว่าบอกตอนนี้ยังไม่สายเกินไป พูดจบเขาก็ปัดแขนเธอจนมีดหล่นจากนั้นก็ดันตัวเธอติดผาหินแล้วจุมพิตเธอ

เมื่อสองหนุ่มจากเผ่าเหริน (ศิษย์ของตำหนักซิงเฉิน) ผ่านมาพบเข้าจึงถามเทียนอี้ว่าเห็นผู้บุกรุกไหม เทียนอี้แกล้งโวยวายว่ามนุษย์เผ่าเหรินชอบขัดจังหวะและชี้ว่าตอนนี้ราชาอย่างตนกำลังยุ่ง พูดจบเขาก็หันกลับไปจุมพิตฝูหลิงต่อ สองหนุ่มเห็นดังนั้นจึงรีบขอตัว หลังปลอดภัยแล้วเทียนอี้จึงยอมปล่อยตัวฝูหลิง เมื่อถูกฝูหลิงต่อว่าเทียนอี้จึงแย้งว่าหากตนไม่ช่วยเอาไว้ เธอคงถูกสองคนนั่นลากตัวไปแล้ว และการบุกรุกตำหนักซิงเฉินซึ่งเป็นดินแดนต้องห้ามและศักดิ์สิทธิ์มีโทษร้ายแรงมาก ฝูหลิงแย้งว่าเธอไม่ได้บุกรุกแต่มาทำธุระ เทียนอี้รู้ทันจึงแย้งว่าถ้ามาทำธุระจริงแล้วจะทำตัวลับๆ ล่อๆ และกลัวสองคนนั่นทำไม มีใครบ้างที่มาทำธุระโดยตกลงมาจากท้องฟ้า

ฝูหลิงไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเลยตัดบทด้วยการเดินหนี แต่เทียนอี้ไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ เขาคว้าแขนเธอไว้แล้วตำหนิที่เธอไม่สำนึกในบุญของเขา ฝูหลิงแย้งว่าเขาเพิ่งเอาเปรียบและล่วงเกินเธอ เทียนอี้แย้งกลับว่าใครกันที่ชมตนว่ารูปงามก่อนหน้านี้ ฝูหลิงชี้ว่าเขารูปงามก็จริงแต่ยังไม่เท่า ‘พี่ถิงจวิน’ ของตน เทียนอี้อึ้งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินชื่อถิงจวิน เขาอยากรู้ว่าฝูหลิงเกี่ยวข้องกับถิงจวินอย่างไรแต่ฝูหลิงไม่ยอมตอบ เมื่อฝูหลิงขอให้เทียนอี้ช่วยพาเธอไปพบถิงจวิน เทียนอี้จึงกล่าวว่าตนชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้ว เขารับปากว่าจะพาเธอไปพบถิงจวินในงานแข่งขันทดสอบความสามารถประจำปี (ชิงแผ่นป้าย กระจก “จิ้งฮัว”) ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ฝูหลิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจแต่ยังไม่วายสงสัยว่าเทียนอี้คิดช่วยเธอจริงหรือ เมื่อเทียนอี้ชวนเกี่ยวก้อยสัญญา ฝูหลิงลังเลชั่วขณะก่อนยอมเกี่ยวก้อยแต่โดยดี เทียนอี้ฉวยโอกาสคว้าตัวเธอเข้ามากอดแล้วบอกให้ถือว่านี่คือคำชื่นชมสำหรับการจุมพิตเมื่อครู่ หลังปล่อยเธอแล้วเขาก็เดินจากไป ฝูหลิงจึงร้องบอกให้เขาเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างพวกตนเป็นความลับ

“อวี่หวนเจิน” (เผ่าอวี่) ซึ่งมีพรสวรรค์ในด้านการประดิษฐ์กลไกต่างๆ พยายามอย่างหนักเพื่อให้ตนผ่านการทดสอบความอดทนหมายเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหน่วย “จิงอิง” ของเทียนอี้ หลังเป็นคนสุดท้ายที่ล้มลง เขาจึงถูกประคองไปเข้าเฝ้าเทียนอี้ เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงอยากเข้าร่วมหน่วยจิงอิง ในตอนแรกหวนเจินตอบเอาใจเทียนอี้ทำให้ถูกลากตัวออกไป หวนเจินจึงยอมสารภาพว่าเป็นเพราะตนไม่อยากให้ตัวเองและครอบครัวโดนดูถูกเหยียดหยามเหมือนที่ผ่านมา หากตนไม่เจริญก้าวหน้าแม่ของตนคงถูกคนอื่นรังแกร่ำไป หวนเจินร้องขอโอกาสจากเทียนอี้โดยบอกว่าตนยินดีทำตามคำสั่งทุกอย่าง เทียนอี้ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มอย่างพึงพอใจ

และงานแรกที่หวนเจินได้รับมอบหมายจากเทียนอี้คือการนำเทียนคงเฉ่า (หญ้าเทียนคง) ไปให้ฝูหลิงซึ่งแอบหลบอยู่ในซอกหินท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ เมื่อหวนเจินไปถึงแล้วเห็นฝูหลิงก่อกองไฟคลายหนาวเขาก็รู้สึกตกใจและรีบเข้าไปดับ จากนั้นก็อธิบายว่าบริเวณนี้เป็นเขตตำหนักซิงเฉินซึ่งมีกฏเหล็กว่าห้ามจุดไฟและห้ามบุกรุกโดยเด็ดขาด หวนเจินมอบหญ้าเทียนคงให้ฝูหลิงโดยบอกว่าของสิ่งนี้เป็นของชนชั้นสูงเผ่าอวี่ หากเธอกินเข้าไปจะสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและจะฝ่าด่านคุ้มกันเข้าไปหาถิงจวินได้

วันรุ่งขึ้นที่ตำหนักซิงเฉินมีการแข่งขันชิงป้ายกระจกรอบสุดท้าย แม้สองสามวันที่ผ่านมาเทียนอี้จะชิงป้ายกระจกได้มากที่สุด แต่เขาเป็นคนเดียวในทีมที่ทำผลงานได้ดี ที่เหลือทำผลงานได้ยอดแย่ถ้าไม่ทำกระจกแตกเองก็ถูกฝ่ายตรงข้ามแย่งชิงไป ส่วนถิงจวินแม้ก่อนหน้านี้จะชิงป้ายกระจกไม่ได้มากเท่าเทียนอี้ แต่เนื่องจากทีมของเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันเลยเอาชนะทีมของเทียนอี้ได้ในที่สุด อิ้นฉือกล่าวชมทุกคนในทีมของถิงจวินก่อนชี้ว่าผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงส่งต้องรู้จักวิธีใช้คนและต้องรู้ว่าจะพึ่งพาผู้อื่นได้อย่างไร ในเวลาเดียวกันนั้น หวนเจินลอบพาฝูหลิงมาที่หน้าลานแข่งขัน หลังฝูหลิงกินหญ้าเทียนคงที่เทียนอี้ส่งมาให้แล้ว หวนเจินก็ยิงอาวุธลับ “หลิวกวงเฟยหวน” (เข็มเงิน) ที่ผลิตขึ้นเองใส่ผู้คุ้มกันสองนาย (ซึ่งยืนเฝ้าหน้าประตู) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ฝูหลิงและบอกว่าที่เหลือขึ้นอยู่กับตัวเธอเอง ฝูงหลิงจึงวิ่งเข้าไปด้านในลานแข่งขันโดยไม่รู้ว่าภายในเต็มไปด้วยเหล่าศิษย์ของตำหนักซิงเฉิน หวนเจินนึกสงสัยว่าทำไมตนทำงานง่ายๆ แค่นี้ก็ได้เข้าหน่วยจิงอิงแล้ว และอดเป็นห่วงฝูหลิงไม่ได้

ฝูหลิงวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของถิงจวิน (ต่อหน้าทุกคน) ภายในเวลาเสี้ยววินาที อิ้นฉือรู้สึกโกรธที่ฝูหลิงบุกรุกดินแดนต้องห้ามของพวกตน ขณะที่ฝูหลิงไม่นึกฝันว่าจะโผล่มาผิดที่ผิดเวลา อยู่ๆ เธอก็ควบคุมตัวเองไม่ได้และตบหน้าอิ้นฉือโดยไม่รู้ตัว ถิงจวินจึงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับฝูหลิง เทียนอี้สบโอกาสให้ร้ายทั้งคู่จึงตั้งข้อสังเกตว่าถิงจวินเรียกฝูหลิงว่า “หลิงเอ๋อร์” แสดงว่าทั้งคู่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา ฝูหลิงฟ้องอิ้นฉือว่าเทียนอี้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด เขาเป็นคนพาเธอมาและให้เธอกิน…. ฝูหลิงพูดยังไม่ทันจบเทียนอี้ก็สวนกลับว่าเธอโกหก เขากล่าวว่าตนอยู่ที่นี่ตลอดไม่ได้ออกไปไหนและไม่รู้จักเธอ จากนั้นก็ชี้ว่าถิงจวินอาจอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ อิ้นฉือเชื่อว่าถิงจวินไม่ได้ทำอย่างที่เทียนอี้กล่าว แต่เนื่องจากเขาไม่รู้ว่าฝูหลิงเป็นใครมาจากไหน ในเมื่อเธอบุกรุกดินแดนต้องห้ามเขาจึงจำเป็นต้องคุมตัวเธอไว้สอบสวน หลังฝูหลิงถูกศิษย์เผ่าอวี่ลากตัวไปคุมขังแล้ว เทียนอี้ก็เย้ยถิงจวินที่คิดเอาตัวรอดโดยไม่ยอมปกป้องคนรัก ถิงจวินไม่คิดต่อปากต่อคำและหมายมั่นในใจว่าจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายฝูหลิงเด็ดขาด

เทียนอี้อ่านตำราเยียนไห่เทียนคงซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับดอกไม้เทพและการประดิษฐ์ปีก แล้วบอกตัวเองด้วยความมุ่งมั่นว่าหากตนหมายปองสิ่งใดย่อมต้องได้มาครอบครอง (เขามีแม่เป็นชนเผ่าเหริน (มนุษย์) เลยกางปีกบินเองไม่ได้) หวนเจินรู้สึกผิดต่อฝูหลิงจึงมาเข้าเฝ้าเทียนอี้เพราะไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ เทียนอี้รับปากว่าจะปกป้องหวนเจิน แต่หวนเจินเป็นห่วงฝูหลิงมากกว่า เทียนอี้จึงเตือนหวนเจินว่าถ้าอยากอยู่รอดบนโลกใบนี้ก็อย่าใจดีเกินไป หวนเจินฟังแล้วได้แต่ถามตัวเองในใจว่าจะยอมเป็นสุนัขรับใช้จริงๆ หรือ

คืนนั้นถิงจวินไปหาฝูหลิงในคุกและขอโทษที่ทำให้เธอเดือดร้อน เขารู้ว่าทั้งหมดเป็นแผนการของเทียนอี้ และสงสัยว่าที่เทียนอี้สร้างเรื่องใหญ่โตขนาดนี้คงไม่ได้คิดเล่นงานตนเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง ถิงจวินบอกให้ฝูหลิงวางใจและรับปากว่าจะช่วยเธอให้ได้ ฝูหลิงร่ำไห้พลางกล่าวว่า “ข้าเชื่อใจท่าน…พี่ถิงจวิน ตั้งแต่เล็กจวบจนวันนี้ คนที่ข้าเชื่อใจมากที่สุดคือท่าน” ถิงจวินเช็ดน้ำตาให้ฝูหลิงพลางปลอบว่าอย่าร้องไห้ เขาจะหาคนมาคอยดูแลเธอเอง ฝูหลิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออก ถิงจวินจึงประคองใบหน้าเธอเข้ามาหาช้าๆ