รีวิวหนัง Our Little Sister – เพราะเราพี่น้องกัน

รีวิวหนัง

รีวิวหนัง Our Little Sister – เพราะเราพี่น้องกัน “Our Little Sister” คือผลงานใหม่ของสุดยอดผู้กำกับระดับแนวหน้า ‘โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ’ (Like Father, Like Son , Nobody Knows) ซึ่งดัดแปลงมาจากมังงะเจ้าของรางวัลExcellent Prize ประจำปี 2007 ของ Japan Media Arts Festival ครั้งที่ 11

โดยนำเสนอเรื่องราวของสามสาวพี่น้อง ซาจิ (ฮารุกะ อายาเสะ), โยชิโนะ (มาซามิ นางาซาวะ) และ จิกะ(คาโฮะ) ที่อาศัยอยู่ด้วยกันในเมืองคามาคุระที่สุขสงบ เมื่อพ่อที่ทิ้งพวกเธอไปมีครอบครัวใหม่เกิดเสียชีวิตลง ทั้งสามคนจึตัดสินใจรับ ซึสุ (ซึสุ ฮิโรเสะ) น้องสาวคนละแม่มาอยู่ด้วยกัน เรื่องนี้จึงเป็นเหมือนบันทึกชีวิตของ 4สาวพี่น้องที่ต่างเข้ามาเติมเต็มชีวิตให้กันและกัน หากคำว่าครอบครัวหมายถึงการได้อยู่ร่วมกัน และหากคำว่าครอบครัวหมายถึงการได้รู้สึกถึงความรักจากคนที่รักเรา

พี่น้องสามสาวต้องเดินทางไปร่วมงานศพของพ่อที่ต่างจังหวัด พ่อผู้ไม่เอาไหนทอดทิ้งพวกเธอไปนานโขจนแทบไม่เหลือเยื่อใยความสัมพันธ์ใดๆ แม้แต่การแสดงออกถึงความเศร้าเสียใจของพวกเธอก็ไม่ปรากฏให้เห็นเลยในงานศพ พวกเธอเพียงแค่มาและจะไปพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าพวกเธอจะได้พบกับน้องสาวต่างแม่ผู้ซึ่งน่ารักน่าเอ็นดู และต้องชะตาจนเอ่ยปากชักชวนไปอยู่ด้วยกันที่บ้านในเมือง

จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครอบครัวอันงดงามผ่านการเล่าเรื่องอย่างละเอียดอ่อนปรานีตของโคริอิดะ ผู้เคยพาคนดูไปสัมผัสโลกหม่นเศร้าของพี่น้องที่ถูกทิ้งให้ใช้ชีวิตตามยถากรรมจนต้องพบจุดจบอันสะเทือนใจ หากใครติดตามผลงานของเขาหลังๆ จะพบว่าเขาหันมาเล่าเรื่องในด้านที่สว่างไสวมากขึ้น เช่นเดียวกันในหนังเรื่องนี้ ถึงแม้ตัวละครทุกตัวจะมีปมปัญหาขัดแย้งภายในใจและโคริอิดะเลือกที่จะเล่าและคลี่คลายอย่างอ่อนโยนและให้ความหวังแก่ตัวละครของเขามากขึ้น

หนังญี่ปุ่น

ตามบรรทัดฐานของภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง การเล่าเรื่องที่มี Conflict หรือความขัดแย้งในเรื่องและตัวละครจะทำให้เรื่องเล่ามีความน่าติดตาม กระตุ้นความสนใจจนนำไปถึงจุดที่คนดูสนองตอบต่อการกระตุ้นและสนุกไปกับการดูหนังเรื่องนั้นๆ ซึ่งใน Our Little Sister แทบจะไม่ได้ดำเนินเรื่องตามความเข้มข้นของ Conflict ที่หนังวางไว้เลย การเล่าเรื่องค่อยๆ คลี่คลายหาทางออกให้ตัวละครอย่างเบาบางและพาไปซึมซับบรรยากาศทางอารมณ์ตามรายทาง ความละเมียดละไมในการใช้ภาพและแม่นยำช่ำชองในการคุมโทนอารมณ์ที่งดงาม ก็เป็นอีกหนึ่งความเพลิดเพลินที่ทำให้เราสนุกอิ่มเอมไปกับหนังได้ไม่แพ้กัน

แม้ความเห็นต่องานของโคริอิดะในยุคหลังๆ ของแฟนหนังจะแตกเป็นสองทาง ฝ่ายแรกชอบความหม่นเศร้าและความดิบแบบในหนังยุคแรกของเขามากกว่า ฝ่ายหลังไม่มีปัญหากับการเปลี่ยนแปลงมาในทางที่ออกจะติดหวานไปด้วยซ้ำในงานยุคหลังๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นย่อมขึ้นอยู่กับรสนิยมของใครของมัน แต่สิ่งหนึ่งที่คนดูหนังปฏิเสธไม่ได้คือไม่ว่าเขาจะเน้นความมืดหม่นหรือความสว่างไสวของชีวิต ตัวละครของโคริอิดะก็จะยังคงเปี่ยมไปด้วยเลือดเนื้อความเป็นมนุษย์ที่เราสัมผัสได้ และมีชีวิตอยู่อย่างงดงาม